ชู ‘Salman Rushdie’ Best of Booker
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
ก่อนที่งานมหกรรมหนังสือระดับโลกแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนีจะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 ตุลาคม 2551 นี้ งานเทศกาลหนังสือที่ยิ่งใหญ่อีกงานอย่าง London Literature Festival ของอังกฤษนับเป็นงานชิมลางที่จัดขึ้นก่อนระหว่างวันที่ 5-19 กรกฎาคม
ทว่าปีนี้พิเศษกว่าปีก่อนๆ ตรงที่งานดังกล่าวจะร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปี รางวัลวรรณกรรมอันทรงเกียรติของอังกฤษอย่าง The Booker Prize ที่จะทำพิธีประกาศและมอบรางวัล Best of Booker Prize ในงานนี้ด้วย…จึงน่าลุ้นว่านวนิยายเล่มใดจะคว้ารางวัลเกียรติยศแห่งงาน วรรณกรรมภาษาอังกฤษไปครองได้ในที่สุด
สำหรับรายชื่อนวนิยายที่ผ่านเข้ารอบ Shortlist จำนวน 6 เล่ม จากนวนิยาย Booker Prize 41 เล่มในรอบ 40 ปี ซึ่งประกาศไปแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น จะถูกนำมากล่าวขวัญถึงเพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษเช่นนี้ภายในงานด้วย (สาเหตุที่มีนวนิยายถึง 41 เล่มนั้น เป็นเพราะว่ามีอยู่สองปีที่มีนวนิยายได้รับรางวัลร่วมกันสองเล่ม คือในปี 1974 และปี 1992 — The Conservationist ของ Nadine Gordimer นักเขียนหญิงชาวแอฟริกาใต้ และ Holiday ของ Stanley Middleton นักเขียนชาวอังกฤษได้รับรางวัลร่วมกันในปี 1974 และนวนิยาย The English Patient ของ Michael Ondaatje นักเขียนและกวีชาวแคนาดาเชื้อสายศรีลังกา และ Sacred Hunger ของ Barry Unsworth นักเขียนอังกฤษได้รับรางวัลร่วมกันเมื่อปี 1992)
Shortlist ทั้ง 6 เล่มที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างเข้มข้นจากนวนิยาย Booker Prize และ (กลายมาเป็น) Man Booker prize (เมื่อ Man Group เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ในปี 2002) นับตั้งแต่รางวัลนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1969 ได้แก่
The Ghost Road, Pat Barker - 1995 (Viking ; paperback Penguin)
Oscar and Lucinda, Peter Carey - 1988 (Faber & Faber ; paperback Faber)
Disgrace, J.M. Coetzee - 1999 (Secker & Warburg ; paperback Vintage)
The Siege of Krishnapur, J.G. Farrell - 1973 (Weidenfeld & Nicolson, paperback Phoenix)
The Conservationist, Nadine Gordimer - 1974 (Cape ; paperback Bloomsbury)
Midnight’s Children, Salman Rushdie - 1981 (Cape ; paperback Vintage)
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเปิดงาน London Literature Festival ซึ่งจัดขึ้นที่ Southbank Centre ศูนย์แสดงศิลปะขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ของกรุงลอนดอนนั้น ได้มีการเสวนาหาความกันถึงหนังสือที่ได้รับเกียรติสูงสุดทั้ง 6 เล่มนี้ โดยได้มีการเชื้อเชิญนักเขียนร่วมสมัยชื่อดังหลายคนรวมไปถึงผู้มีชื่อเสียง ในแวดวงศิลปะของอังกฤษมาร่วมอภิปรายกันอย่างคึกคัก
…และในวันที่ 10 กรกฎาคมที่เพิ่งผ่านมา ภายในงานที่ Southbank Centre ก็มีการประกาศยกย่องให้หนังสือ Midnight’s Children ผลงานของ Salman Rushdie เป็นสุดยอดวรรณกรรมได้รับรางวัล Best of Booker ไปในที่สุด
แต่ก่อนหน้านี้นั้น ประธานการอภิปรายในวันที่ 5 กรกฎาคม คือ Razia lqbal นักข่าวสายบันเทิงชื่อดังของบีบีซี โดยในงานนี้แขกผู้ร่วมอภิปรายแต่ละคนจะกล่าวขวัญถึงนวนิยายเล่มที่ตัวเอง ชื่นชอบและเชื่อว่าจะคว้า Best of Booker ไปได้
Edna O’Brien นักเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นหญิงชาวไอริชวัย 78 ปี รับหน้าที่ชำแหละนวนิยาย The Siege of Krishnapur ของ J.G. Farrell, Kamila Shamsie นักเขียนสาวชาวปากีสถานจะกล่าวถึงมหากาพย์ยิ่งใหญ่ Midnight’s Children ของ Salman Rushdie ซึ่งก่อนหน้านี้ นวนิยายเล่มนี้คว้ารางวัล Booker of Booker ไปครองมาแล้วในวาระครบรอบ 25 ปีของรางวัลเมื่อปี 1993
Lesley Lokko นักเขียนหญิงลูกครึ่งกานา-สกอต เจ้าของนวนิยายล่าสุด Bitter Chocolate พูดถึง The Conservationist ของ Nadine Gordimer Mark Thwaite สุดยอดมือกีตาร์ของวงร็อคอังกฤษหลายวง รวมไปถึงวงโกธิคร็อคชื่อก้องอย่าง The Mission กล่าวถึง Disgrace ของ J.M. Coetzee และสุดท้ายแขกคนอื่นๆ ร่วมหารือกันถึง Oscar and Lucinda ของ Peter Carey
กิจกรรมจะเริ่มจากผู้ร่วมอภิปรายอ่าน เรื่องย่อจากหนังสือนวนิยาย ต่อด้วยการแสดงทัศนะส่วนตัว เพื่อสนับสนุนรวมไปถึงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ที่หนังสือเล่มนั้นๆ จะคว้า Best of Booker Prize จบรายการด้วยการถามผู้เข้าร่วมรับฟังเพื่อทายผลโหวต
หนังสือที่จะได้รับรางวัล Best of Booker Prize นั้น ตัดสินจากผลการโหวตของสาธารณชนจากทั่วโลกเป็นหลัก ซึ่งหลังจากมีการประกาศรายชื่อ Shortlist ทั้ง 6 เล่ม เมื่อวันที่ 12 มีนาคม Man Booker Prize ได้เปิดรับคะแนนโหวตจากนักอ่านทั่วโลกไปจนถึงเที่ยงวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ นักอ่านที่สนใจร่วมโหวตหนังสือที่ชื่นชอบที่สุดจาก 6 เล่ม สามารถไปร่วมลงทะเบียนโหวตได้ที่ www.themanbookerprize.com/news/vote คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่คัดสรรนวนิยาย 6 เล่มจากจำนวนนวนิยาย Booker Prize ทั้งหมด 41 เล่มในรอบ 40 ปีมาให้นักอ่านทั่วโลกร่วมกันลงคะแนนตัดสิน
ได้แก่ Victoria Glendinning นักเขียนชีวประวัติ นักเขียนนวนิยายและนักวิจารณ์ชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานตัดสิน ตามมาด้วยนักเขียน นักข่าว และผู้ประกาศข่าวคนดังของอังกฤษ Mariella Frostrup และ John Mullan ศาสตราจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษแห่ง University College, London
น่าสังเกตว่าหนังสือที่ผ่านเข้ารอบมา ทั้ง 6 เล่มนั้น ได้รับการตีพิมพ์ก่อนปี 2000 ทั้งหมดและนักเขียนแต่ละคนก็จัดว่าอยู่ในรุ่นลายคราม แต่ละคนล้วนมีประวัติคว้ารางวัลทรงเกียรติทางวรรณกรรมมาแล้วมากมายแทบทั้ง สิ้น โดยมีนักเขียนรางวัลโนเบลรวมอยู่ด้วย 2 คน คือ Nadine Gordimer นักเขียนหญิงชาวแอฟริกาใต้ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 1991 และ J.M. Coetzee นักเขียนโนเบลปี 2003 ซึ่ง Coetzee นั้น เคยคว้า Booker Prize มาแล้วสองสมัยในปี 1983 จากนวนิยาย Life & Times of Michael K และในปี 1999 จาก Disgrace นั่นเอง
ส่วนนักเขียนรางวัล Booker Prize สองสมัยอีกคนที่ผ่านเข้ามา คือ Peter Carey คว้ารางวัลครั้งแรกเมื่อปี 1988 จาก Oscar and Lucinda และเมื่อปี 2001 จาก True History of the Kelly Gang นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ยุคสร้างชาติออสเตรเลีย ซึ่งเล่าผ่านชีวประวัติขุนโจรชาวไอริชนาม Ned Kelly ที่คอภาพยนตร์บ้านเราคงรู้จักกันดี
นวนิยายเล่มเก๋ากึ้กที่สุดในจำนวน 6 เล่มคือ The Siege of Krishnapur ได้ Booker Prize ในปี 1973 ประพันธ์โดย J.G. Farrell นักเขียนชาวอังกฤษผู้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 1979 ขณะอายุเพียง 44 ปี ตามมาด้วย The Conservationist ของ Gordimer ซึ่งคว้า Booker Prize ไปเมื่อปี 1974
สำหรับ The Siege of Krishnapur นั้น เป็นหนึ่งในผลงานไตรภาคของนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ของ Farrell ซึ่งอีกสองเล่ม คือ Troubles และ The Singapore Grip นวนิยายทั้ง 3 เล่มล้วนเป็นเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ยุคจักรวรรดินิยมอังกฤษ (Empire Trilogy)
Victoria Glendinning ประธาน กรรมการวัย 71 ให้เหตุผลว่า “มันช่างเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับการย้อนไปอ่านผลงานที่ชนะเลิศ Booker Prize และ Man Booker Prize ทั้งหมดอีกครั้ง และนับเป็นเรื่องที่ยากเข็ญอย่างยิ่งในการควานหาหนังสือเข้ารอบ shortlist แต่พวกเราก็รู้สึกว่านวนิยายทั้ง 6 เล่มที่คัดเลือกมานั้น คือ นวนิยายที่ดีที่สุดที่เขียนขึ้นในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา
“ซึ่งแต่ละเล่มก็จะยืนหยัดเพื่อ พิสูจน์กาลเวลาด้วยตัวมันเอง ส่วนหนังสือเล่มใดในจำนวนทั้ง 6 เล่มนี้ จะเป็นหนังสือเล่มที่สำคัญที่สุด ให้ความสำราญใจสูงสุด เพื่อเป็น Best of Booker นั้น ขึ้นอยู่กับผู้อ่านจะตัดสิน”
น่าเสียดายที่นวนิยายแสนประณีตงดงาม ที่โด่งดังในบ้านเราอย่าง The God of Small Things (เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ–แปลโดย สดใส, สำนักพิมพ์ มูลนิธิเด็ก, 2550) ของนักเขียนและนักเคลื่อนไหวหญิงชาวอินเดียผู้กร้าวแกร่งแห่งยุคอย่าง อรุณธาตี รอย เจ้าของนวนิยายรางวัล Man Booker Prize ประจำปี 1997 กลับไม่ผ่านเข้าสู่รอบ shortlist
อีกทั้งเล่มที่ไม่เข้าตากรรมการเช่น กันยังรวมไปถึงนวนิยายชิ้นเยี่ยมอย่าง The Remains of the Days ของ Kazuo Ishiguro นักเขียนอังกฤษเชื้อสายซามูไร (Booker Prize ปี 1989, แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ เถ้าถ่านแห่งวารวัน โดย นาลันธา คุปต์, แพรวสำนักพิมพ์, 2549) และนวนิยายขายดี Possession : A Romance (Booker Prize ปี 1990 ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายเมื่อปี 2002 ในชื่อ ‘Possession’ นำแสดงโดย กวินเน็ธ แพลโธรว์) ของ A.S. Byatt กวีและนักเขียนนวนิยายหญิงโพสต์โมเดิร์นชาวอังกฤษวัย 72 ปี ผู้หาญกล้าออกมาโต้แย้งและตั้งข้อสังเกตเมื่อไม่นานมานี้ในบทบรรณาธิการของเธอในหนังสือพิมพ์ The New York Times ว่า สาเหตุที่หนังสืออย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ของเจ.เค. โรว์ลิง ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายไปทั่วโลกนั้น เป็นเพราะ “มันถูกเขียนขึ้นสำหรับคนที่มีจินตนาการถูกจำกัดไว้ด้วยการ์ตูนทางโทรทัศน์ และโลกที่ถูกใส่สีให้เกินจริง (ให้ยิ่งน่าตื่นเต้น โดยไร้ความหวั่นเกรงใดๆ) ผ่านละครน้ำเน่า เรียลลิตี้ทีวี และข่าวกอสซิปคนดัง”
อย่างไรก็ตาม นวนิยาย Booker Prize ที่ขึ้นแท่นได้รับเครดิตไปก่อนใครเพื่อน อย่าง Midnight’s Children ของ Salman Rushdie ที่คว้า Booker of Booker ครั้งแรกไปเมื่อปี 1993 ในวาระครบ 25 ปีนั้น บ่อนรับแทงพนันชื่อดังของอังกฤษอย่างวิลเลี่ยม ฮิล ยกให้มหากาพย์ของ Rushdie นักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดียวัย 61 ผู้นี้เป็นต่อถึง 6 ต่อ 4 ในฐานะนวนิยายที่มีโอกาสคว้ารางวัลสูงสุดอีกครั้ง ส่วนอันดับสองคือผลงานของ Pat Barker นักเขียนและนักประวัติศาสตร์หญิงชาวอังกฤษวัย 65 อยู่ที่อัตรา 3 ต่อ 1 ตามมาด้วย Peter Carey นักเขียนชาวออสเตรเลียวัย 65 เป็นต่ออยู่ที่อัตรา 4 ต่อ 1
J.M. Coetzee (John Maxwell Coetzee) นัก เขียน นักวิจารณ์ นักวิชาการ และนักแปลวัย 68 ซึ่งเปลี่ยนสัญชาติจากแอฟริกาใต้ไปเป็นพลเมืองออสเตรเลียไปแล้วนั้นเป็นต่อ อยู่ที่ 5 ต่อ 1, Nadine Gordimer วัย 85 เป็นต่ออยู่ที่ 8 ต่อ 1 และสุดท้าย คือ J.G. Farrell ผู้วายชนม์เป็นต่ออยู่ที่ 10 ต่อ 1
สำหรับเรื่องราวอย่างย่อๆ ของนวนิยายภาษาอังกฤษที่โดดเด่นในรอบ 40 ปีของ Booker Prize ทั้ง 6 เล่มนั้นมีดังนี้
1. Pat Barker’s The Ghost Road, 1995
ปี 1918 บิลลี่ ไพรเออร์ เดินทางมาที่ประเทศฝรั่งเศสอีกครั้ง เพื่อเข้ารับการทดลองใช้วิธีบำบัดรักษา ‘อาการผวาสงคราม’ ที่โรงพยาบาลเคร็กล็อกฮาร์ต วอร์ ซึ่งเขาเป็นคนไข้กับวิลเฟร็ด โอเวน เขามีประสบการณ์งดงามหมดจดในช่วงปลายฤดูร้อนอันแสนสุขในชนบท ก่อนที่สงครามครั้งสุดท้ายจะทำลายวงศ์วานว่านเครือของเขาหมดสิ้น ส่วนที่กรุงลอนดอน นักจิตวิทยาของไพรเออร์ คือ วิลเลี่ยม ริเวอร์ส ให้ความสนใจกับคนไข้ใหม่ของตน นั่นคือ ชายหนุ่มทั้งหลายที่ชีวิตและจิตใจแตกสลายยับเยิน เกิดนึกขึ้นมาได้ถึงเมื่อครั้งที่เขาศึกษาเรื่องมานุษยวิทยา เกี่ยวกับสังคมยุคบุพกาลบนเกาะเอ็ดดี้สโตน ก่อนสงครามจะอุบัติขึ้น
2. Peter Carey’s Oscar and Lucinda, 1988
เรื่องเล่าของ Oscar Hopkins ชายผู้มีชีวิตล้มเหลวในอดีตและหันเหตัวเองเข้าสู่โลกของการพนัน กับสาวน้อยชาวออสเตรเลียน Lucinda Leplastrier ทายาทเศรษฐีผู้กำลังจะซื้อโรงงานผลิตเครื่องแก้วแห่งหนึ่ง Lucinda กำลังย้ายไปยังนครซิดนีย์ด้วยความใฝ่ฝันที่จะก่อร่างสร้างฐานด้วยตัวเอง และสร้างยูโทเปียแห่งอุตสาหกรรมขึ้น Oscar พบกับ Lucinda บนเรือที่กำลังมุ่งสู่ออสเตรเลีย
จากนั้นทั้งสองคนพบว่า ต่างคนต่างหมกมุ่นอยู่กับการพนันขันต่อ Lucinda ท้าพนัน Oscar ว่า เขาไม่สามารถนำโบสถ์แก้วจำลองชิ้นหนึ่งจากซิดนีย์ไปส่งยังชุมชนไกลปืนเที่ยง แห่งหนึ่ง ที่ Bellingen เมืองเล็กๆ ในหุบเขาซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งรัฐนิวซ์เวลส์ขึ้นไป 400 กิโลเมตรได้ และการท้าพนันครั้งนี้เองที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนทั้งสองไปตลอดกาล
นวนิยายเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก หนังสือ Father and Son อัตชีวประวัติของ Edmund Gosse กวีชาวอังกฤษที่บรรยายถึงความสัมพันธ์กับบิดา คือ Philip Henry Gosse นักธรรมชาติวิทยาคนดังของอังกฤษช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายเมื่อปี 1997 ในชื่อเดียวกัน นำแสดงโดย เคต บลังเชตต์ และราล์ฟ ไฟนน์
3. J.M. Coetzee’s Disgrace, 1999
เรื่องราวของ David Lurie ศาสตราจารย์วิชาวรรณกรรมโรแมนติกประจำมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองเคปทาวน์ วัย 52 ปี ผู้ผ่านการหย่าร้างมาแล้วสองครั้ง มีชีวิตโดดเดี่ยวและไม่พึงพอใจในหน้าที่การงานของตัวเอง David หาความสำราญให้ตัวเองกับโสเภณีคนหนึ่งทุกสัปดาห์ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ David ปฏิเสธที่จะปกป้องตัวเองในกรณีล่อลวงทางเพศนักศึกษาคนหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่ความอัปยศอดสู (Disgrace)
เขาเลือกหลบลี้สังคมด้วยการไปพักพิง อยู่ที่ฟาร์มของลูกสาว และที่ฟาร์มแห่งนี้เองที่ดูเหมือนว่า บาดแผลร้ายๆ ในอดีตจะถูกธรรมชาติในชนบทช่วยกล่อมเกลาให้ลบเลือนได้ แต่ความสงบของชีวิตในชนบทก็บังเกิดขึ้นเพียงไม่นานเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นใน ฟาร์ม ลูกสาวของ David ถูกข่มขืนและตั้งครรภ์ในเวลาต่อมา ส่วนเขาถูกรุมทำร้ายอย่างป่าเถื่อน เขาจึงต้องมีชีวิตราวผู้ถูกลงทัณฑ์จากความอัปยศอดสูอีกครั้ง
4. J.G. Farrell’s The Siege of Krishnapur, 1973
ปี 1857 คือปีแห่งการจลาจลต่อต้านอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ของชาวอินเดีย ที่มีต่อเจ้าอาณานิคมอังกฤษ เมื่อทหารมุสลิมกลายร่างเป็นกองโจรกระหายเลือดต่อต้านนายเหนือหัว (ชาวอังกฤษ) ของตน การลุกฮือต่อต้านเริ่มจากเมืองเล็กๆ และค่อยๆ ลุกลามไปทั่วประเทศ การล้อมตีเมืองกฤษณะปุระ (The Siege of Krishnapur) ชุมชนในอาณัติของอังกฤษที่อยู่ห่างไกลเข้าไปในอนุทวีปเกิดขึ้นก่อนหน้าการ ลุกฮือ และก่อเหตุสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ที่เมือง Captainganj ไม่กี่สัปดาห์
ข่าวลือเรื่องการต่อสู้กันอย่างรุนแรง แพร่สะพัด แต่ชาวอังกฤษในชุมชนอาณานิคมแห่งนี้ ยังคงเชื่อมั่นในกองทัพของตน และเหนือสิ่งอื่นใดคือความสูงส่งกว่าทางศีลธรรม แต่เมื่อพบว่าตัวเองอยู่ภายใต้การโอบล้อมจริงๆ นั้น พวกเขาก็พบกับใบหน้าที่แท้จริงของอาณานิคมของตนเอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมองว่าป่าเถื่อน งุ่มง่าม และระทมทุกข์
5. Nadine Gordimer’s The Conservationist, 1974
Mehring คือชายผู้ร่ำรวย เขามีอภิสิทธิ์เหนือทุกสิ่งและครอบครองทุกอย่างที่แอฟริกามีอยู่ แต่การครอบครองของเขาไม่รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่เหลืออยู่ เมื่อภรรยา ลูกชาย และเมียเก็บทิ้งเขาไป หัวหน้าคนงานและพวกคนงานเริ่มไม่แยแสต่อหน้าที่การงาน และสุดท้าย แม้แต่ผืนดินก็แผดเผา เกิดความแห้งแล้ง เกิดน้ำท่วม ซึ่งได้ทำลายฟาร์มของเขาลงในที่สุด
6. Salman Rushdie’s Midnight’s Children, 1981
Saleem Sinai ถือกำเนิดขึ้นในโลกอย่างน่าอัศจรรย์ใจตอนเที่ยงคืนของวันที่ 15 สิงหาคม 1947 พอดิบพอดี เพราะมันคือห้วงเวลาที่อินเดียเป็นเอกราชจากอังกฤษ การถือกำเนิดของทารกน้อย Saleem ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ในวาระพิเศษนี้เขาได้รับการต้อนรับสู่โลกจากนายกรัฐมนตรีเนห์รู แต่เหตุการณ์บังเอิญเรื่องการถือกำเนิดของ Saleem นี้ ส่งผลต่อชีวิตเขาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อพบว่าเขามีอำนาจโทรจิตซึ่งทำให้สามารถติดต่อกับ “เด็กๆ แห่งเที่ยงคืน” (Midnight’s Children) อีก 1,000 คนที่ลืมตาดูโลกในชั่วโมงที่อินเดียเป็นเอกราช
นอกจากนี้ เขายังมีความสามารถพิเศษเกี่ยวกับการรับรู้กลิ่น ซึ่งทำให้ล่วงรู้ถึงภัยอันตรายที่จะมาเยือนได้ล่วงหน้า ชีวิตของ Saleem Sinai ดำเนินขนานไปกับโชคชะตาที่ผันเปลี่ยนของประเทศหลังได้รับเอกราชอย่างน่า อัศจรรย์ใจ…และเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา รายงานว่า ผลการโหวตลงคะแนนโดยนักอ่านอเมริกันตามหลังนักอ่านจากอังกฤษมาติดๆ โดยตอนนี้คะแนนโหวตจากทั่วโลกมีกว่า 5,000 คะแนนแล้ว และยิ่งใกล้วันตัดสิน คือในวันที่ 10 กรกฎาคม ก็จะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ คะแนน 1 ใน 3 ในตอนนี้มาจากนักอ่านในสหราชอาณาจักร ส่วนนักอ่านอเมริกันตามมาในอันดับสองที่ 29% นักอ่านในยุโรปมี 12% และนักอ่านจากเอเชีย 11% ที่เหลือเป็นคะแนนโหวตมาจากออสเตรเลีย แอฟริกา สาธารณรัฐไอร์แลนด์ อเมริกาใต้ และอเมริกากลาง ผู้ลงคะแนนโหวต 44% คือนักอ่านหญิง และ 54% คือนักอ่านชาย
เห็นกลไกการทำงานของรางวัลวรรณกรรมอันทรงเกียรติของโลกเช่นนี้แล้ว รางวัลวรรณกรรมบ้านเราคิดเห็นเช่นไรกันบ้างล่ะ?
เรื่อง : ศิวดี อักษรนำ
