กรุงเทพฯ (ไม่) มีคนเสื้อแดง: บันทึกการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ (ไม่) มีคนเสื้อแดง: บันทึกการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ (ไม่) มีคนเสื้อแดง: บันทึกการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกรุงเทพฯ

ผู้เขียน ปืนลั่นแสกหน้า
คำนำโดย คำ ผกา
208 หน้า (ภาพประกอบสี่สี)/ ราคา 250 บาท

คำนำ / คำ ผกา

บันทึกภาษา “คน”

ไม่ว่าจะแพ้อีกกี่ครั้งก็ตามเราจะกลับมายิ่งใหญ่กว่าครั้งก่อน จนกว่าจะได้รับชัยชนะอันยั่งยืน

หากจะมีชัยชนะในการต่อสู้ของสามัญชนในวันนี้ ฉันอยากจะขอบคุณเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์ที่ถ่ายรูป อัดเสียงได้ ขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักธุรกิจ ขอบคุณระบบทุนนิยม ที่ทำให้ระบบดิจิตอลเข้ามาอยู่ในมือของสามัญชนด้วยราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ขอบคุณคนคิดค้นการบันทึกข้อมูลด้วยแผ่นซีดี ขอบคุณ คนคิดค้น thumb drive ขอบคุณใครก็ตามที่ทำให้มีสิ่งที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ต” ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกนี้

เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้การผูกขาดข้อมูล ข่าวสาร และการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายผู้กุมอำนาจทำได้ยากขึ้น หรือแม้กระทั่งกลายนัยยะ เป็นการยั่วล้อชวนขัน เทคโนโลยีเหล่านี้ค่อยๆ ถ่ายเทการผูกขาดการเล่าเรื่องจากชนชั้นนำไม่กี่คนในสังคมมาสู่มือของสามัญชนจำนวนมหาศาล

เทคโนโลยีเปิดประตูให้มหาชนเข้ามาอยู่ในสนามของการเขียน การพูด การเล่าเรื่อง ไม่เพียงแต่เรื่อง พวกเขามีรูปภาพ มีบันทึกไฟล์เสียงของบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่างกรรมต่างวาระ แผ่นซีดีที่มีความสามารถในการอัดซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เรื่องราวของสามัญชนทุกวันนี้เป็นดั่งผีดิบที่ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย ยิ่งฆ่ามันยิ่งเพิ่มปริมาณ ยิ่งทำลายมันยิ่งแตกตัวออกเป็นสองเท่าสี่เท่า ยิ่งปิดกั้น มันยิ่งเล็ดลอดไหลออกมาตามรอยรั่ว รอยร้าว ไม่ว่าจะมีช่องว่างที่ไหนเพียงเล็กน้อย เรื่องราวนั้นจะค่อยๆ ซึมออกมาช้าๆ ไม่มีทีท่าจะหยุด

โฉมหน้าของ “ประวัติสาสตร์” จะเปลี่ยนไป เพราะไม่มีใครผูกขาดวิชาว่าด้วยประวัติศาสตร์อีกแล้วเนื่องจากความหลากหลายของเรื่องเล่าจากสามัญชน ไม่ใช่ เรื่องเล่าสิ พวกเขา “เขียน”

ฉันกำลังจินตนาการว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะ “เล่า” เรื่องความขัดแย้ง ทางการเมืองและการลุกฮือของคนเสื้อแดงในครั้งนี้อย่างไร

หากว่าใน 50 ปีข้างหน้านั้น สามัญชนยังไม่ได้รับชัยชนะ “อดีต” ของพวกเขาในวันนี้จะปรากฏในประวัติศาสตร์
แห่งชาติฉบับทางการอย่างไร ทั้งสิ่งตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ทางเลือก ข้อมูลที่ถูกบันทึกในซีดี ภาพถ่ายดิจิตอลนับ
ล้านๆ ภาพ ไฟล์ข้อมูลบันทึกบทสนทนา ถ้อยคำที่สามัญชนผู้ถูกกระทำระบายผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ที่พวกเขาอ่านประจำ ภาพการชุมนุมวันต่อวันที่ถูกบันทึกอยู่ในระบบดิจิตอล ฯลฯ

ฉันแค่แปลกใจว่าอีก 50 ปีข้างหน้าสังคมไทยจะ “จัดการ” อย่างไรกับข้อเท็จจริงที่หลากหลายและกระจัดกระจายเหล่านี้ จะมีข้อมูลใดหลงเหลือให้เราจำ และข้อมูลที่ต้องการให้ลืมและลบเลือนนั้นจะไปสถิตอยู่ ณ แห่งหนใด

บันทึกเล่มนี้เป็นอีกชิ้นส่วนหนึ่งของงานเขียนประเภทบันทึกความจำ และแน่นอนว่าในอีก 50 ปีข้างหน้าหรือใน 100 ปีข้างหน้า มันจะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มิใช่หลักฐานในเชิงเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง แต่ฉันในฐานะคนที่สนใจวิชาประวัติศาสตร์สังคม หวังว่า อีก 100 ปีข้างหน้านั้น สังคมไทยจะได้มีการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่าด้วยความรัก ความเกลียด ความหลง อารมณ์ ความรู้สึก และอารมณ์เหล่านี้คือ “เนื้อแท้” ของอดีต คือประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มี time line อันแห้งแล้ง แต่ได้บรรจุเอาชีวิตและความรู้สึกรู้สาในฐานะที่เป็นคน และคงไม่เป็นการเกินเลยหากจะบอกว่า ประวัติศาสตร์จะไม่มีพลังเอาเสียเลยหากปราศจากการใส่ใจกับ “อคติ”

ผมถามถึง M79 ที่ชอบมีข่าวลือว่ามีคนออกมาช่วยเรา ลุงตอบว่ามีแต่ขวด M150 ที่ใส่น้ำมันปาใส่มัน
ตลกร้ายที่หัวเราะไม่ออก ลุงบอกว่าประทัดหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือจะสู้แล้ว ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เด็กหนุ่ม
เนื้อตัวมอมแมมยืนเงียบอยู่ข้างๆ ลุงบอกนี่เพื่อนลุง เพิ่งเจอกันที่แนวปะทะ เสียงปืนก็ยังดังอยู่ต่อเนื่อง
แต่เสียงประทัดเงียบไปแล้ว

พวกเราสี่คนยืนเงียบไม่พูดอะไร ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่มีคำให้กำลังใจออกจากปากผม เพราะตัวเองก็ไม่เหลืออะไรเหมือนกัน สักพักลุงหันไปพยักหน้ากับ “เพื่อน” ลุง ทั้งสองขยับตัวออกเดิน ผมถามลุงว่าไปไหน
ลุงบอกว่าไปดูเพื่อน เพื่อนอยู่ข้างใน เป็นห่วงเพื่อน ลุงเปลี่ยนใจเดินไปแนวหน้าอีกครั้ง

ผมตั้งใจจะพูดว่า “โชคดีนะลุง” แต่ผมพูดออกมาไม่ได้ เข่าอ่อนลงไปนั่งกองกับพื้น ผมทำอะไรไม่ได้เลย
แม้กระทั่งแค่ให้กำลังใจ

นี่คือบันทึกของอดีตที่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์อันปราศจากอารมณ์และความรู้สึก วันหนึ่งในอนาคต เราไม่ได้ต้องการอะไรจากคนรุ่นหลังหากเขาได้มาอ่านบันทึกฉบับนี้ เราไม่ได้ต้องการอะไรเลยนอกจากหวังว่า ในวันข้างหน้านั้น สังคมไทยจะไม่เดินไปสู่ความเลือดเย็นเสียจนไม่มีน้ำตาให้กับฉากเล็กๆ ในการต่อสู้ของคนที่เล็กที่สุด กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในฐานะที่เป็น “คน” ของพวกเขา

สังคม Hypocrite แปลตรงตัวก็คือสังคมที่ปากพูดว่าตัวเองทำดี เป็นคนดี แต่การกระทำและจิตใจที่ต่ำทราม หรือหลายคนนิยามว่าสังคมตอแหล มันคือสังคมชนชั้นกลาง ที่เรียกตัวเองว่า “คนส่วนใหญ่” ของประเทศ สังคมตอแหลยังอุปโลกน์ตัวเองเป็นคนสาวนใหญ่ของประเทศอย่างหน้าไม่แดง ทั้งๆ ที่กลัวการเลือกตั้งขี้หดตดหาย สังคมตอแหลพร่ำพูดถึงสันติจากปาก แต่ลิ้นไก่ระรัวว่า “ฆ่ามัน” สังคมที่ยื่นมืออันขาวเนียนไปบริจาคนู่นบริจาคนี่ให้ “คนจน” แต่เอาตีนถีบหน้าเขาส่งเมื่อ “คนจน” เหล่านั้นจะยืนขึ้นแอะปากเถียง สังคมที่ดีดดิ้นเมื่อได้ยินคำว่าทุจริตในรัฐบาลทักษิณ แต่หูทวนลมและต่อมจริยธรรมพิการทันทีในรัฐบาลอภิสิทธิ์

ฉันนั่งอ่านบันทึกฉบับนี้ด้วยความรู้สึกเดียว คือความรู้สึกที่ว่า ถ้ามันจะต้องกลายเป็นหลักฐานหนึ่งสำหรับศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคเปลี่ยนผ่าน บันทึกฉบับนี้จะถูกประเมินอย่างไรในอนาคต บันทึกฉบับนี้จะถูกอ่านอย่างไร และถูกอธิบายอย่างไรในอนาคต อีกร้อยปีข้างหน้า “คนไทย” จะอธิบายคำว่า “สังคมดัดจริตอย่างไร และจะอธิบายคำว่า “ตอแหลแลนด์” อย่างไร รวมทั้งอีกหลายต่อหลายวลีที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นมาเป็นอาวุธทางการเมืองของเหล่าเรา – สามัญชน – ไพร่ – รากหญ้า หรือแม้กระทั่ง “ควายแดง”

แต่สำหรับการอ่านในวันนี้ นี่คือบทบันทึกห้วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด และ
ไม่เป็นการเกินเลยที่ฉันเองอยากเรียกประวัติศาสตร์ช่วงนี้ว่า มันคือการลุกขึ้นสู้ของประชาชนกับแรงฮึดที่อึดที่สุด
ของระบอบการเมืองศตวรรษที่ 17 ของยุโรปที่ตกค้างอยู่ในหลายดินแดนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เป็นบันทึกของคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักเขียน ทว่าพลังของมันคือความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง ต่อภาพที่เห็นตรงหน้า และความปรารถนาอันเรียบง่ายของคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากเห็นมนุษย์มีศักดิ์ศรีเสมอกัน

เป็นบันทึกที่เขียนขึ้นมาด้วยภาษา “คน” ซื่อตรง กินใจ ทว่าไม่ฟูมฟายโรแมนติก

อย่าแปลกใจถ้าคุณอ่านบันทึกฉบับนี้แล้วจะน้ำตาไหลบ้าง เพราะนั่นคือสิ่งที่ยืนยันความเป็นคนของคุณ

คำ ผกา
29 มิถุนายน 2554
กรุงเทพฯ

คำนำสำนักพิมพ์ / ไอดา อรุณวงศ์

จำไม่ได้ชัดว่าข้อเขียนหรือกระทู้ใดของ “ปืนลั่นแสกหน้า” ในเว็บบอร์ด “ฟ้าเดียวกัน” ที่ทำให้สะดุดใจและจดจำ
ล็อกอินนี้ของคนเขียนได้เป็นครั้งแรก แต่จำได้ว่าภาษาที่ดูจะดิบและเป็นต่อนๆ ตามประสาภาษาเว็บบอร์ดนั้น
กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่เข้มข้นในทางความรู้สึกนึกคิดที่ระบายออกอย่างตรงไปตรงมา มีข้อเท็จจริงมาเสนอโดยไม่ต้องอวดโอ่ และมีข้อโต้แย้งมาถกเถียงโดยไม่ต้องอวดอ้าง อันที่จริงก็คงมีเพียงไม่กี่กระทู้ที่ทันได้เห็นว่า
เป็นเช่นนั้น แต่บังเอิญว่ามันเป็นบางกระทู้ในบางสถานการณ์ที่ตีบตัน อัดอั้น แล้วชื่อ “ปืนลั่นฯ” ก็อยู่ในความทรงจำ
แต่นั้นมา

ดังนั้นเอง เมื่อมีความคิดว่าอยากจะทำหนังสือที่เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของประชาชนจากความทรงจำของประชาชนแม้เพียงสักไม่กี่คนเท่าที่จะพอทำได้ จึงสนใจที่จะลองเสี่ยงชวนให้มาเขียนทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
คุณปืนลั่นฯ ได้ตอบตกลง และทยอยเขียนส่งมาให้ตั้งแต่ต้นปี 2554

แม้จะประเมินไว้ว่าน่าจะได้อย่างใจ แต่ต้นฉบับที่ได้รับมานั้นเกินความคาดหมาย ตั้งแต่ในแง่ที่เขาได้เข้าร่วมใน
การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 มาแต่แรก ทว่ามิใช่ในฐานะปัญญาชนแอคทิวิสต์
แต่ในฐานะประชาชนที่เป็นชนชั้นกลางทั่วไป และคงเพราะเหตุนี้นี่เองที่ทำให้เมื่ออ่านข้อเขียนของเขาแล้ว
ไม่รู้สึกถึงน้ำเสียงที่ยกตนแต่อย่างใด เขาชัดเจนว่าตำแหน่งแห่งที่ของเขาอยู่ตรงไหน

ผมจะไม่ออกตัวว่ารู้ดีกว่าใคร ไม่เคยอ้างบทความทฤษฎีไหน แต่จะใช้เหตุผลและมุมมองของผู้เคลื่อนไหวคนหนึ่ง ใช้ความชัดเจนในจุดยืนที่ว่า ถ้าจะมีคนโปรทักษิณแล้วยังไง มันผิดตรงไหน แล้วสมมติว่าผม
โปรทักษิณ ผมเป็นหนึ่งใน “พิมพ์ความคิด” ของเขาไหมว่าคนโปรทักษิณต้องโง่และถูกหลอกใช้ “รากหญ้า” โง่จริงหรือ การต่อสู้เคลื่อนไหวโดย “รากหญ้า” แบบไม่ต้องมีนักวิชาการหรือปัญญาชนชี้นำเป็นไปได้ไหม ฯลฯ

และที่เกินความคาดหมายยิ่งขึ้นไปอีก คือวิธีเล่าเรื่องด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยรายละเอียดอย่างชนิดเห็นภาพ ทักษะในการถ่ายทอดแบบนี้มิใช่เพราะเขาเป็นนักเขียน แต่น่าจะเพราะเขาไม่ใช่ “นักเขียน” นั่นเอง
เราจึงได้เห็นความพยายามในการเรียบเรียงความทรงจำออกมาอย่างสามัญที่สุด โดยไม่ต้องถูกกลบด้วยความ
ทะเยอทะยานในทางกลวิธีแต่อย่างใด และสิ่งที่ถ่ายทอดนั้นก็แจ่มชัดจนเหลือเชื่อ ครั้งหนึ่งในการสนทนาเพียง
น้อยครั้งระหว่างกัน เคยถามเขาว่าทำไมจำได้ละเอียดขนาดนี้ เขียนบันทึกประจำวันหรืออย่างไร เขาตอบว่า
เป็นเพราะภาพที่เขาถ่ายไว้ เมื่อหยิบมาดู ความทรงจำก็ผุดขึ้นมาได้เป็นฉากๆ — “photographic memory” ทั้งในความหมายตามตัวอักษรและในทางอุปมา

ผมยังจำวันที่เจอ “เจ๊ดา” ครั้งแรกได้แม่นยำ ด้วยลีลาการกัดฟันพูด เค้นเสียงผ่านร่องฟันประหนึ่งมีความ
คับแค้นสุมอก ผมตัดสั้นทรงผู้ชาย ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวพับขึ้นสองสามทบให้ทะมัดทะแมง สอดชายเสื้อ
เข้าไปในกางเกงผ้าคาดเข็มขัด มือหนึ่งถือโทรโข่งซึ่งต่อสายเข้ากับไมโครโฟนสี่เหลี่ยมที่อีกมือจับไว้แน่น
จนข้อนิ้วเป็นสีขาว

แต่บางทีมันคงมีอะไรมากกว่านั้น มากกว่าแค่การมีกล้องถ่ายรูป เพราะความทรงจำที่ผุดขึ้นมาหลังเห็นภาพถ่าย
คือความทรงจำต่อสิ่งที่มิใช่บันทึกไว้ด้วยกล้อง แต่ด้วยสายตาที่ใส่ใจและพยายามจะทำความเข้าใจ การจะจดจำ
รายละเอียดนั้นได้ ก็เพราะต้องเห็น และต้องมีสายตาที่รู้จักมองเห็น และการจะเข้าใจมันได้ ก็เพราะเอาหัวใจตัวเองไปไว้ตรงนั้น ตรงที่เดียวกันกับคนเหล่านั้นที่เราต้องการจะเข้าใจ

อีกประการที่เกินความคาดหมาย คือการถ่ายทอดถึงความกดดันที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง นั่นคือการที่เขาซึ่งเป็น
คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เลือกที่จะเป็นเสื้อแดง มิใช่แค่ “ลงพื้นที่” ไม่ใช่ “กรณีศึกษา” ไม่ใช่ “สังเกตการณ์”
แต่ “เป็น” เสื้อแดง และดูเหมือนเขาจะต้องการพลิกปมนั้นให้กลายเป็นปัจจัยในการต่อสู้ทางความคิด

เราต้องทำให้สังคมชนชั้นกลางที่มองเสื้อแดงอย่างเหยียดหยาม เกิดความสงสัยให้ได้ว่าทำไมเราถึง
เป็นเสื้อแดง ถ้าเขาคิดว่าเสื้อแดงต้องโง่ ต้องจน ต้องเชื่อคนง่าย ต้องเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า
ต้องป่าเถื่อน แล้วทำไม “คนอย่างเรา” ถึงคิดแบบเสื้อแดง ทำแบบนั้นได้ก็ถือว่าสร้างปมให้สังคมได้ขบคิด

มันเป็นแต่เพียงการท้าทายจาก “คนอย่างเรา” ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นอย่างเดียวกับ “คนอย่างคนเสื้อแดง” ที่เขาได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน ผ่านความเจ็บปวดและความเป็นความตายมาด้วยกัน มันใกล้เกินกว่าที่ใครจะมา
กล่าวหาว่าโรแมนติค (และนั่นก็ทำให้การมีระยะห่างไม่จำเป็นจะต้องแปลว่าเรียลลิสติคเสมอไป) และเมื่อลงไปอยู่
ในสนามเสียแล้ว จะถูกผิดอย่างไรก็รับไปโดยไม่ต้องออกตัว ไม่ต้องกลัวแปดเปื้อน ไม่ต้องกังวลกระทั่งว่าจะแพ้

…คู่ต่อสู้คือแชมป์ที่ครองเข็มขัดแห่งอำนาจไว้อย่างยาวนาน เราเป็นผู้ท้าชิงก็ย่อมแพ้ได้ และแพ้กี่ครั้งก็ได้ ตราบใดที่เรายังสู้อยู่ เราก็จะท้าชิงมันร่ำไป แต่เจ้าของแชมป์นี่สิ แพ้ได้ครั้งดียวเท่านั้น
ในปี 53 ผมจึงออกไปเพื่อแพ้ แต่ต้องทำให้แชมป์บอบช้ำมากที่สุด

มีแต่คนที่มีสำนึกและหัวใจอย่างประชาชนสามัญเท่านั้น ที่จะคิดอะไรแบบนี้ได้
และก้าวออกไป “เขียน” ประวัติศาสตร์ของพวกเขา

Comments are closed.