ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 2
คำนำจากผู้เขียน
“ประสบการณ์จากหัวเลี้ยวสำคัญของวรรณกรรมศึกษาในโลกตะวันตก”
โดย นพพร ประชากุล
ปลายปี พ.ศ. 2516 หลังจากที่ผมสลัดเครื่องแบบขาสั้นมานุ่งขายาวได้ไม่นาน และมีโอกาสชื่นชมประชาธิปไตยเบ่งบานได้เพียงสองเดือน ผมก็เดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยมงต์เปลลิเยร์ (Montpellier) ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางภาคใต้ของฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยแห่งนี้แม้จะอยู่ไกลปืนเที่ยง แต่ก็มีชื่อเสียงเก่าแก่เพราะเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยรุ่นแรกๆ ของยุโรป โดยก่อตั้งขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 13 อันเป็นช่วงปลายสมัยกลาง
ความที่เป็นมหาวิทยาลัยเก่าจึงยังมีประเพณีบ้าๆ บอๆ เหลืออยู่บ้าง เช่น นักศึกษาจะต้องไม่สวมหมวกเข้าไปในห้องบรรยาย หอสมุด และโรงอาหารอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกนักศึกษาคนอื่นๆ พร้อมใจกันโห่ฮาป่าและขว้างปาด้วยก้อนกระดาษ ปากกาลูกลื่น หรือก้อนขนมปัง จนกว่าจะถอดหมวกออก ทว่าทุกๆ สัปดาห์ก็ปรากฏมีผู้กล้าอาสาประกอบวีรกรรม ไม่ต่ำกว่า 2-3 รายเสมอ
ในช่วงระยะแรก หลังจากได้ผ่านการกวดวิชาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างเร่งรัด (เนื่องจากหลักสูตรมัธยมปลายสายวิทย์ของบ้านเราในสมัยนั้นยังห่างจากของทางตะวันตกไม่น้อย) ผมก็ได้เข้าเป็นนักศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญที่สุดของประเทศในด้านอายุรศาสตร์เขตร้อน แต่ความภาคภูมิใจนี้ก็ดำรงอยู่ไม่นาน แผนการศึกษาของผมก็มีอันต้องเป็นไปเมื่อสอบขึ้นปีที่ 2 ไม่ผ่าน สอบซ่อมแล้วก็ยังไม่ผ่านอีก ด้วยประการฉะนี้ อดีตนักเรียนห้องคิงเมื่อชั้น ม.ศ. 5 อย่างผมจึงได้รับรู้รสชาติของคำว่า “รีไทร์”
ระหว่างที่คิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรกับอนาคตของตนเองดีนั้น ตาก็หันไปจับจ้องกองหนังสือวรรณกรรมที่ซื้อมาสะสมไว้เต็มห้อง พลันก็บังเกิดความสว่างวาบขึ้นในสมองจนเกิดเสียงก้องขึ้นในหูว่า ในเมื่อเอ็งชอบ “เล่น” ของพวกนี้ดีนัก ก็ “เรียน” มันเข้าไปเสียเลยสิวะ
ผมเริ่มเสพติดวรรณกรรมมาตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมปลายจากการแนะนำของเพื่อนรุ่นพี่ โดยเฉพาะผลงานของนักเขียนฝรั่งเศสนั้นจะถูกคอกันเป็นพิเศษเพราะรู้สึกว่าชวนให้ขบคิด ให้ตั้งคำถาม และหัดให้เราเป็นตัวของตัวเองดี ผมเริ่มต้น (คงเหมือนหลายคนในรุ่นนั้น) ด้วย คนนอก เจ้าชายน้อย มาดามโบวารี ในพากย์ภาษาไทย แต่จากนั้นก็บ้าถึงขนาดลงทุนไปเรียนภาษาฝรั่งเศสในวันเสาร์-อาทิตย์จนถึงระดับชั้นที่ได้อ่านบทตัดตอนง่ายๆ จากนวนิยายของวิกตอร์ อูโก กับสแต็งดาล และบทกวีของฌ้าก เพรแวรต์ เมื่อมาฝรั่งเศสใหม่ๆ ก็ได้ลิ้มลองของแรงๆ เช่น โบดแลร์ แร็ง-โบด์ และพรุสต์ดูบ้าง ดังนั้น จะว่าไปแล้ว การตัดสินใจเปลี่ยนเข็มการเรียนอย่างสุดขั้วของผมจึงไม่ใช่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบเสียเลยทีเดียว
ด้วยอาศัยอิทธิบาทสี่ การติวเข้มตัวเองช่วงหน้าร้อนในวิชามัธยมปลายด้านแผนกศิลป์จึงดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยมีเพื่อนฝรั่งคอยช่วยเหลือ แนะนำ จากตำรามัธยมต่างๆ ที่อ่าน ผมชอบใจ หลักสูตรของเขาที่สอนให้อ่านตัวบทวรรณกรรมอย่างละเอียดลออ ให้ ใช้ข้อมูลและเหตุผลมาอธิบายความซาบซึ้ง และยังให้พยายามคิดในประเด็นใหญ่ๆ ทางวรรณกรรมด้วย รู้สึกได้ชัดว่าเขารู้จักหลอกล่อให้นักเรียนของเขาคิด ด้วยวิธีการที่ “ให้เกียรติ” ต่อสมองเยาวชนเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ในสายตาของชาวฝรั่งเศสโดยทั่วไปในสมัยนั้น การศึกษา “วิชาทางหนังสือ” นั้นถือเป็นของสูง ของโก้ ยามตอบใครๆ ว่าผมจะเปลี่ยน ไปเรียนทาง Lettres (วรรณคดี) ผู้ฟังมักแสดงความทึ่งและชื่นชมเราอย่างออกนอกหน้า และในภายหลังยังได้พบว่า การเป็นนักศึกษาทางศิลปะวรรณคดีเป็นเสมือนบัตรผ่านทางรสนิยมที่เปิดโอกาสให้สามัญชนคนต่างชาติเข้าไปคลุกคลีกับสังคมชั้นสูงของเขาได้อีกด้วย (แม้จะเข้าไปในฐานะตัวประกอบฉาก แต่ก็ช่วยให้ ได้ ไปเห็นอะไรแปลกๆ หลายอย่างทีเดียว)
อย่างไรก็ตาม ในทางหลักวิชา ผมมิได้ระแคะระคายเลยว่า ขณะนั้นผมกำลังจะได้สัมผัสกับกระแสหัวเลี้ยวครั้งสำคัญอย่างยิ่งยวดในวงวิชาการด้านวรรณกรรมศึกษาของฝรั่งเศส ซึ่งจะส่งผลสะเทือนต่อไปในเกือบทุกมุมโลก กล่าวคือ ในทศวรรษ 1970 นี้เอง ทฤษฎีแนวใหม่ๆ ที่เรียกเหมารวมกันว่า le structuralisme (โครงสร้างนิยม) ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันตั้งแต่ทศวรรษ 50 และ 60 แต่กระจุกตัวอยู่ตามสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งในปารีส กำลังแพร่กระจายออกมาสู่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด และเริ่มมาปะทะกับแนวที่มีอยู่แต่เดิมมาช้านาน ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า l’humanisme (มนุษยนิยม)
ปรากฏการณ์นี้คงจะสืบเนื่องจากแรงกระตุ้นของเหตุการณ์ “พฤษภา 68″ ที่นักศึกษาและกรรมกรประท้วงใหญ่เพื่อต่อต้านระบบสังคมแบบกระฎุมพี เริ่มจากปารีสแล้วจึงกระจายไปทั่วประเทศ อีกทั้งในวงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ เพิ่งมีตัวอย่างความขัดแย้งรุนแรงขึ้นในเมืองหลวงถึงขนาดที่คณาจารย์แนวใหม่ในมหาวิทยาลัยซอร์บอน (Sorbonne) แยกตัวออกไปตั้งมหาวิทยาลัย “ซอร์บอนใหม่” (Sorbonne Nouvelle) กันเลยทีเดียว
ด้วยประการฉะนี้ แม้ไม่มีสัญญาณใดๆ ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นทางการในหลักสูตรสายวรรณคดีที่มงต์เปลลิเยร์ (เพราะบรรดารายวิชาทั้งที่บังคับและให้เลือก ล้วนแต่ใช้ชื่อที่ฟังดูเป็นกลางๆ เช่น “ทฤษฎีวรรณกรรมวิจารณ์” “เทคนิคการเล่าเรื่อง” “กลวิธีของกวีนิพนธ์” หรือ “วิกฤตของนวนิยายในปลายศตวรรษที่ 19″ “ประเด็นความวิปลาสในวรรณกรรมยุคเรอเนสซ็องส์”) แต่เมื่อเริ่มเรียนกันไปได้สักพัก พวกเรานักศึกษาปี 1 เอกวรรณคดีฝรั่งเศส ก็เริ่มจับทางได้ว่า วิชาการทางวรรณกรรมที่เรียนสอนกันที่นี่แบ่งออกเป็น 2 แนวใหญ่ๆ ใน “ปริมาณ” ที่ใกล้เคียงกัน และดูเหมือนได้มีการตกลงกันในหมู่ผู้บริหารว่า นักศึกษาทุกคนจะ ต้องเรียนรู้หลักทฤษฎีในทั้งสองแนวเท่าๆ กัน มิให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
ปรัชญานี้เห็นได้จากหลักสูตรที่กำหนดให้แทบทุกรายวิชาในสายวรรณคดีจะต้องมีอาจารย์ 2 ท่านที่ต่างแนวกันเข้าสอนสลับกันในแต่ละสัปดาห์ แม้แต่วิชานอกสาขาที่ใช้เสริมการศึกษาวรรณกรรมก็มีการจัดสำรับไว้ ให้ 2 หมวด คือ หมวดปรัชญา-ประวัติศาสตร์ (สำหรับเสริมแนวมนุษยนิยม) และหมวดสังคมวิทยา-จิตวิเคราะห์ (สำหรับเสริมแนวโครงสร้างนิยม) ทุกคนต้องเลือกจากทั้งสองหมวดในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ดังนั้น ตลอดช่วงเวลาศึกษาจนกว่าจะจบปริญญาตรี นักศึกษาวรรณคดีจึงต้องเผชิญกับสองแนวการเรียนการสอน (และการสอบ) ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (แต่หลังปริญญาตรีไปแล้วจะไม่ปรากฏลักษณะเช่นนี้)
แรกๆ พวกเราก็เกิดอาการสับสนงุนงงที่ตกอยู่ในภาวะ “หว่างเขาควาย” ทางความคิด เพราะถูกบังคับให้ “มองสองมุม” ในแทบทุกวิชา แนวมนุษยนิยมนั้นมองว่าวรรณกรรมเป็นผลงานสร้างสรรค์อันทรงคุณค่าของมนุษย์ จึงเน้นศึกษาเนื้อหาสาระทางความคิดในงานวรรณกรรม วิเคราะห์สุนทรียะทางวรรณศิลป์ และให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงด้านประวัติวรรณคดี ส่วนแนวโครงสร้างนิยมนั้นมองวรรณกรรมเป็นผลผลิตเชิงค่านิยมทางสังคม-วัฒนธรรม จึงมุ่งวิเคราะห์กระบวนการประกอบสร้างตัวงาน เน้นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบในตัวบท และพุ่งเป้าไปที่นัยยะเชิงคติความเชื่อ หรืออีกนัยหนึ่งอุดมการณ์อันเกิดจากการจัดโครงสร้างนั้น
คณาจารย์ที่สอนวรรณกรรมเองก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม แม้จะโอภาปราศรัยกันเป็นอันดีตามวิถีศิวิไลซ์แต่ก็มีความขัดแย้งทางทัศนะให้เห็นได้อยู่ในที บางครั้งในการสอนก็มีการส่อนัยเหน็บแนมกันเป็นครั้งคราว แต่อาจารย์ที่แลกเปลี่ยนแนวคิดกันอย่างจริงจังก็มีอยู่บ้าง เช่น ในวิชาสัมมนาในระดับปีสูงบางวิชา อาจารย์ทั้งสองแนวจะมานั่งสอนคู่กัน และสักพักก็จะวิวาทะกันอย่างเมามันไปเลยก็มี (แน่นอนที่ในวิชาพวกนี้ นักศึกษามักจะล้นห้องจนควันบุหรี่คลุ้งไปหมด ถ้าต่อเวลาแล้วยังไม่พอ ก็ยกขบวนกันไปต่อในร้านกาแฟ ร้านเหล้า ก็มี)
ไม่ช้าไม่นาน พวกเราก็เคยชินกับการ “แยกเขาควาย” และเริ่มสนุกที่จะไปดื่มด่ำกับวรรณศิลป์ในโศกนาฏกรรมของราซีนในวันอังคาร และหันมาชำแหละโครงสร้างของโศกนาฏกรรมเดียวกันนั้นด้วยวิธีทางสัญศาสตร์ในวันพฤหัสอย่างหน้าตาเฉย หรือออกจากห้องเรียนซึ่งเพิ่งวิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่สะท้อนในนวนิยายของโซลา แล้ววิ่งไปเข้าอีกห้องหนึ่งเพื่อวิเคราะห์เทคนิคการประกอบสร้างนวนิยายของบัลซักในแนวรูปลักษณ์นิยม ฯลฯ (พวกเราชักเริ่มสงสัยว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยถูกพวกโครงสร้างนิยมหลอกให้จัดหลักสูตรแบบ “คู่แย้ง”)
ในปีแรกๆ ผมรู้สึกถนัดและทำคะแนนได้ดี (จนถึงดีมาก) ในบรรดาครึ่งวิชาที่อยู่ในแนวมนุษยนิยม (เคยถึงกับได้คะแนนท็อปจนได้รางวัลในหมวดวิชา “นิรุกติศาสตร์” อันประกอบด้วยภาษาละติน ภาษาฝรั่งเศสโบราณ จนถึงภาษาศาสตร์ปัจจุบัน) ส่วนในวิชาที่เป็นแนวโครงสร้างนั้น ผมเพียงเอาตัวรอดพอไม่ให้อายเขา ที่เป็นเช่นนี้ เดาเอาว่าเป็นเพราะผมเพิ่งมาจากสังคมที่หลุดพ้นจากอำนาจเผด็จการใหม่ๆ จึงกระโจนเข้าหาความรู้ที่เชิดชูความสร้างสรรค์ ปัญญา และเสรีภาพของมนุษย์อย่างหิวกระหายมากกว่าที่จะสนใจอีกแนวหนึ่ง ซึ่งมุ่งแต่จะดูกระบวนการอันเป็นที่มาที่ไปของคุณค่าเหล่านี้แถมยังวิเคราะห์วิพากษ์เสียไม่เหลือชิ้นดีอีกด้วย
ต่อเมื่อได้ออกไปคลุกคลีกับผู้คนทุกระดับชั้นในสังคมฝรั่งเศส (จากการทำงานหารายได้พิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารบ้าง ร้านเหล้าบ้าง ไปทำไร่ทำนาบ้าง และจากการถูกดึงให้ไปสัมผัสสังคมไฮโซบ้าง) จึงทำให้ได้ประจักษ์ชัดว่า ในสังคมทุนนิยม-เสรีนิยมที่มั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์ให้สมาชิกได้ไขว่คว้ากันเกือบถ้วนหน้า ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับผู้คนและสังคมแตกต่างอย่างมากจากที่ผมเคยชินในสังคมไทยสมัยก่อน 14 ตุลา (แต่จะมาพ้องกับบางด้านของสังคมไทยในสมัยฟองสบู่) เช่น เรื่องของ “อำนาจ” ที่ซับซ้อนยอกย้อนกว่าในระบบเผด็จการ “อุดมการณ์” ที่มิใช่การโฆษณาชวนเชื่อแบบทื่อๆ แต่ซึมซ่านแนบเนียน “ความหมาย” ถูกทำให้หลุดเลื่อนและแตกกระจายอยู่ทุกเมื่อ หรือแม้แต่เรื่องของ “ความรู้” ซึ่งมิใช่สิ่งโปร่งใสไร้เดียงสาอย่างที่เคยคิด ผมจึงเริ่มเล็งเห็นความสำคัญของแนวโครงสร้างนิยมต่อการศึกษาวรรณกรรมในฐานะที่ปรากฏการณ์วรรณกรรมนั้นสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสิ่งที่กล่าวมาและสนใจศึกษามันอย่างจริงจังกว่าเดิม จนหันมาทำคะแนนตีตื้นขึ้นในวิชาสายโครงสร้างนิยมในชั้นปีที่ 3
เมื่อย้อนกลับไปมองทวิลักษณ์ทางวิชาการที่ได้เล่ามาทั้งหมดโดยดูจากผลสืบเนื่องในปัจจุบัน ภาพจึงปรากฏแจ่มชัดว่า ช่วงเวลาที่ผมไปศึกษาอยู่ที่นั่นเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่วรรณกรรมศึกษากำลังเคลื่อนย้ายตัวออกจากกลุ่มความรู้แบบมนุษยศาสตร์ เพื่อไปเข้าสังกัดในกลุ่มความรู้อีกแบบหนึ่งซึ่งเรียกว่า les sciences humaines (อาจเรียกว่า “มนุษยศึกษา”) ส่งผลให้เกิดการสับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อไปในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก
ขณะที่มนุษยศาสตร์ใช้กระบวนคิดและวิธีวิทยาที่มุ่งจรรโลงสิ่งที่เรียกว่า “คุณค่าของความเป็นมนุษย์” ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดที่กลายเป็น คำใหญ่ๆ ไปทั่วโลก เช่น ปัจเจก เอกลักษณ์ เสรีภาพ หลักการ เหตุผล สาระประโยชน์ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ มนุษยศึกษาก็ใช้กระบวนคิดและวิธีวิทยาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมุ่งเข้าใจ “สภาพความเป็นมนุษย์” ที่สัมพันธ์กับปรากฏการณ์สังคม และวิเคราะห์ให้เห็นว่า “คุณค่า” ต่างๆ ที่กล่าวมานั้นผูกพันอย่างมากกับค่านิยมของสังคมกระฎุมพีตะวันตก ที่สืบทอดและปรับเปลี่ยนมาจากสังคมราชาธิปไตย (ซึ่งรับช่วงจากกรีกโบราณอีกทีหนึ่ง) แต่ถูกทำให้กลายเป็นอุดมคติสากลด้วยอิทธิพลของตะวันตกนั่นเอง
เหล่านี้ช่วยให้ผมได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่า ยามที่กองเชียร์ชาวฝรั่งเศสแสดงความทึ่งและชื่นชมที่ผมเรียนวรรณคดีนั้น แท้จริงแล้วเขาทึ่งและชื่นชมตัวของเขาเองที่มีของขลังทางอารยธรรมให้หนุ่มสาวจากต่างแดนดั้นด้นมาสัมผัสถึงบ้านเมืองของเขา และเขาหวังว่าหนุ่มสาวเหล่านี้จะนำค่านิยมของเขากลับไปเผยแพร่ในถิ่นแดนของตนต่อไป
และเมื่อได้กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนเพื่อประกอบวิชาชีพตามที่ร่ำเรียนมา ผมจึงตระหนักต่อไปว่า “ความรู้” ทั้งหลาย (ซึ่งอาจนับเนื่องความรู้ ในแนวโครงสร้างนิยมด้วยก็เป็นได้) นั้น สามารถกลายเป็นอำนาจครอบงำผู้อื่นโดยที่เราผู้ใช้มันอาจไม่รู้ตัว ไม่เฉพาะกรณีตะวันตก-ตะวันออก แต่รวมถึงภายในสังคมของเราเอง ไม่ว่าจะด้วยความเคยชิน ด้วยจุดยืนที่เราอยู่ ด้วยความจำเป็น หรือด้วยอุดมคติอันสูงส่งและจริงใจซึ่งระบบสังคมอันซับซ้อนยอกย้อนสามารถทำให้เสื่อมทรามไปได้หมดสิ้น
ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ “ประสบการณ์จากหัวเลี้ยวสำคัญของวรรณกรรมศึกษาในโลกตะวันตก” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 377 26 สิงหาคม – 1 กันยายน 2542
