“อ่าน” ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-กันยายน 2551

เช่นเห็นชาติ

“พี่เอาแต่นึกภาพว่าเด็กๆ พวกนี้กำลังเล่นอะไรกันอยู่ในทุ่งข้าวไรย์กว้างๆ เด็กเป็นพันๆ คนเลยแล้วก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ไม่มีคนที่โตกว่าเลยซักคน มีแต่พี่นี่ล่ะ แล้วพี่ก็จะคอยยืนอยู่ตรงขอบหน้าผาเฮงซวยแถวนั้น สิ่งที่พี่ต้องทำก็คือคอยคว้าไว้ถ้าเกิดว่าเด็กพวกนี้วิ่งไปแถวๆ ขอบหน้าผาคือถ้าเด็กๆ วิ่งออกมาไม่ดูตาม้าตาเรือ พี่ก็จะต้องคอยโผล่มาดักคว้าตัวไว้ วันๆ ก็จะทำแค่นั้นแหละ เป็นแค่คนคอยคว้าเด็กในทุ่งข้าวไรย์ ก็รู้หรอกว่ามันออกจะบ้าๆ แต่นั่นแหละคืออย่างเดียวจริงๆ ที่พี่อยากเป็น”

คงไม่มีใครที่เคยอ่านนวนิยายเรื่อง The Catcher in the Rye ของ เจ.ดี. ซาลิงเจอร์ [*] แล้วจะจำคำพูดข้างต้นของโฮลเด้น คอลฟิลด์ ตัวเอกของเรื่องไม่ได้ เป็นคำประกาศจากปากวัยรุ่นอายุสิบหก ผู้อึดอัดคับข้องไม่พอใจทุกสิ่งที่ดำเนินไปในโลกรอบตัว สำหรับโฮลเด้น มันคือโลกของผู้ใหญ่ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความดัดจริตเสแสร้ง มือถือสากปากถือศีล และจอมปลอม ในทศวรรษ 60 โฮลเด้นกลายเป็นฮีโร่ของขบถคนหนุ่มสาว ที่แปลกแยกและต่อต้านระบบระเบียบต่างๆ ของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษา (ก่อนที่ต่อมานวนิยายเล่มนี้จะกลายเป็นหนังสืออ่านในชั้นเรียนวิชาวรรณคดี ที่สอนโดยคณาจารย์ซึ่งเป็นผลผลิตชั้นเลิศของระบบการศึกษานั่นเอง)

ภารกิจในการเที่ยวไล่คว้าเด็กในทุ่งข้าวไรย์นั้น ในชั้นเรียนวรรณคดีก็ตีความกันมาจนปรุเปื่อยแล้วว่า สะท้อนถึงความคิดเชิงอุดมคติของโฮลเด้น ที่จะปกปักรักษาความบริสุทธิ์ในความหมายของคุณค่าความดีงามอันจริงแท้ ที่ยังไม่ถูกบิดผันแปรเปลี่ยนให้เสื่อมค่าหรือผิดไปจากความหมายเดิม สำหรับโฮลเด้นความเป็นเด็ก หรือวัยเยาว์ (หรือไม่ก็คนที่ตายไปแล้ว) คือภาพแทนของความบริสุทธิ์นั้น ในขณะที่โลกและสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันล้วนคลาคล่ำไปด้วยความผิวเผินและจอมปลอม โฮลเด้นจึงเป็นได้แค่เด็กเมื่อวานซืนที่กราดเกรี้ยว หมกมุ่น สงสารตัวเอง แปลกแยกกับคนอื่น ไม่มีคำตอบ มีแต่คำถาม ไม่ยอมเข้าใจ ไม่ยอมประนีประนอม ไม่ยอม “เป็นผู้ใหญ่”

ครูคนหนึ่งพยายามเตือนสติหลังจากโฮลเด้นสอบตกและถูกไล่ออกจากโรงเรียน

“ชีวิตก็เป็นเหมือนเกม ไอ้หนูเอ๊ย ชีวิตคือเกมที่แต่ละคนต้องเล่นไปตามกติกา”
“ครับผมรู้ผมรู้แล้ว”
เกมห่าอะไรล่ะ เกมบ้า ๆ ถ้าคุณอยู่ฝ่ายที่มีแต่พวกเจ๋ง ๆ เบ้ง ๆ อย่างนั้นจะเรียกว่าเกมก็ได้วะ แต่ถ้าคุณอยู่อีกฝ่ายหนึ่งที่แม่งไม่มีตัวเบ้ง ๆ เลย แล้วมันจะเป็นเกมได้ไง ไม่มีหรอก ไม่มีเกมอะไรทั้งนั้นแหละ

อย่างไรก็ตาม พลันที่ปรากฏว่า นายเดวิด แชปแมน พกนวนิยายเล่มนี้ในวันที่เขาลั่นไกสังหารจอห์น เลนนอน ซ้ำยังยกคำประกาศข้างต้นในบทที่ 22 ของนวนิยายเล่มดังกล่าวมาเป็นคำให้การในศาล เพื่ออธิบายถึงเหตุจูงใจในการลงมือกระทำการ อาจารย์วรรณคดีทั้งหลายก็คงกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยเมื่อเจอกับอำนาจการตีความและอำนาจของวรรณกรรม ที่แปรออกมาเป็นรูปธรรมอันชวนยอกแสยงเช่นนี้

หากเจตนาของนายแชปแมน เป็นจริงดังที่ให้การไว้ ก็หมายความว่าสำหรับเขาแล้ว การสังหารจอห์น เลนนอน คือภารกิจเดียวกันกับการคว้าเด็กซักคนที่กำลังจะพลัดหล่นตรงขอบหน้าผา เมื่อเห็นว่าตัวแทนของอุดมคติที่เขาสมาทานเสียยิ่งกว่าศาสนานั้น กำลังจะบิดพลิ้วแปรผันไปเขาจึงลงมือผดุงความบริสุทธิ์นั้นไว้ในความหมายที่สุดขั้วที่สุด นั่นคือสตัฟฟ์ไว้ด้วยความตาย

แต่สุดท้ายเราผู้ทะนงตนว่ามีสติและปัญญาเหนือกว่านายแชปแมนหรือโฮลเด้น คอลฟิลด์เอง (ซึ่งล้วนมีประวัติเข้ารับการบำบัดทางจิต) ก็ย่อมสามารถปัดเรื่องราวอันรบกวนจิตใจนี้ทิ้งไปได้โดยง่าย

จะเอาอะไรกับคนบ้า

จะว่าไปก็คงบ้าไม่ต่างจากหมอนั่น – ดอนกีโฆเต้ - - หมกมุ่นพอกัน

อย่างไรก็ดี ถ้านายเดวิด แชปแมนคิดอย่างนั้นจริง ๆ ตามที่อ้าง ถ้านั่นคือสิ่งเดียวกันกับการคว้าเด็กในทุ่งข้าวไรย์ก็น่าสงสัยว่า ถ้าเขามาเดินท่อม ๆ อยู่แถวนี้ บางที กระทั่งดอนกีโฆเต้ก็คงเป็นศพ

เพราะในสังคมไทยยุคนี้ ไม่มีอะไรที่ชวนกังขาอย่างน่าพรั่นพรึงกว่าการชูธงอุดมการณ์อีกแล้ว คุณค่าความดีงามทั้งหลายหากมิใช่กำลังหลอมระเหิดเป็นอากาศธาตุ ก็กำลังถูกหลอมละลายไหลเยิ้มเรี่ยราดปะปนเสียจนแยกธาตุตั้งต้นไม่ได้ โดยน้ำมือของนักอุดมคติทุกเจเนอเรชั่นจากทุกสนามรบของอุดมการณ์

สารพัดซากโวหารต่างชุดถูกขุดมาผสมเป็นพันธุ์ใหม่ ในท่ามกลางการปลุกเร้าอย่างเข้มข้น ชนิดที่หกตุลาไม่เพียงชิดซ้าย แต่ยังชิดขวา

ผู้เล่นทุกฝ่ายที่เคยสวมเสื้อต่างสี พากันกระโจนเข้ามา ที่เคยอยู่ข้างหลังก็ชักจะมีคนเริ่มเห็นหน้า ที่เคยทำทีเหมือนตีขิมบนกำแพงก็เริ่มจะดอดลงมา ซ้าย ขวา บน ล่าง ประสานพลังกันขวักไขว่ ทุกคนมั่นใจ…งานนี้ต้อง สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี

น่าเวทนาเพียงใด ที่ความหมกมุ่นในอันที่จะปกป้องคุณค่าบางอย่างไว้ไม่ให้เสื่อมถอยหรือแปรเปลี่ยนไปนั้น เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โฮลเด้นชอบไปพิพิธภัณฑ์ ก่อนที่จะมาคิดได้ในภายหลังว่า นั่นอาจเป็นสถานที่ที่ชวนให้สะเทือนใจที่สุดต่างหาก

อย่างหนึ่งที่ดีที่สุดของพิพิธภัณฑ์นั่นก็คือ ทุกสิ่งจะอยู่อย่างที่มันเคยอยู่ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนทั้งนั้น ต่อให้คุณไปที่นั่นอีกเป็นแสนครั้ง เอสกิโมคนนั้นก็จะยังเพิ่งจับปลาสองตัวนั่นได้เหมือนเดิม ฝูงนกจะยังคงบินไปทางทิศใต้ พวกกวางเขาสวยๆขาเปรียวๆ จะยังคงกำลังกินน้ำจากตาน้ำนั่น ผู้หญิงอินเดียนแดงเปลือยอกคนนั้นยังทอผ้าห่มผืนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนไปก็คือ ตัวคุณ  

ในที่สุด เขาก็เปลี่ยนใจ “จ้างให้เป็นล้าน ผมก็ไม่มีวันเข้าไปในนั่นหรอก”

ครูอีกคนหนึ่งของโฮลเด้นพยายามเตือนเขาด้วยคำพูดของนักจิตวิเคราะห์ วิลเฮล์ม สเตเคล ที่ว่าเครื่องหมายบอกถึงความไม่เป็นผู้ใหญ่ของคนเรา ก็คือการที่เขาอยากตายอย่างมีเกียรติเพื่ออุดมการณ์ ขณะที่คนซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องการมีชีวิตอย่างเจียมตนเพื่อคุณค่าเดียวกันนั้น

สำหรับสังคมไทย นั่นอาจเป็นปัญหาของยุคสมัยที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการ “คืนเมือง” แต่ปัญหาของโฮลเด้นในสังคมไทย พ.ศ.นี้ คือการต้องทนดูอุดมการณ์ผีดิบตายซาก ที่ถูกปลุกขึ้นมาตัดต่อพันธุกรรมใหม่ จนไม่รู้จะเอาชีวิตเข้าแลกหรือเจียมชีวิตอยู่เพื่ออุดมการณ์นั้นไปสำมะหาอะไร

ไม่มีการเห็นอะไรที่จะนำมาซึ่งการปลดปลงใจได้เช่นนั้น

เช่นรู้เช่นเห็นชาติกัน

ใครเล่าจะยังอยากเป็นคนบ้านั่งเฝ้าริมหน้าผาต่อไป

[*] หนังสือเล่มนี้เคยได้รับการแปลเป็นภาษาไทยสองสำนวน คือ ชั่วชีวิตของผม (แปลโดยคำรวี-ใบเตย, สำนักพิมพ์ปิยะสาส์น) และ ทุ่งฝัน (แปลโดยศาสนิกสำนักพิมพ์เรจีนา, 2531)

ระลึกชาติในแบบเรียนภาษาไทย

ความเป็นชาติ คืออะไร คำถามนี้ได้รับการถามและอภิปรายในทางวิชาการมานักต่อนักแล้ว และคำตอบหนึ่งที่ดูจะเป็นที่ยอมรับกันแล้วก็คือ ความเป็นชาติและชาตินิยมนั้น เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เฉพาะทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง

ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ที่จะบอกว่าเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการสร้างและปลูกฝังอุดมการณ์ของสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมที่ว่านี้ ก็คือแบบเรียน ในวงวิชาการของไทยเองก็ได้มีความพยายามที่จะพิสูจน์และอธิบายประเด็นนี้มาแล้วไม่น้อย ผลสรุปของหัวข้อศึกษาที่แยกย่อยแตกต่างกันไปในแง่ระดับของหลักสูตร (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย), ปีของหลักสูตร หรือช่วงระยะเวลาที่กำหนดโดยอิงกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย (เช่น พ.ศ. 2411-2475, 2475 - 2487) อาจแตกต่างกันไปบ้างก็เฉพาะในแง่ของมุมมอง ตั้งแต่ในแบบที่ไม่มองอะไรเกินไปกว่าข้อมูลพื้นฐานนั้น หรือในแบบที่เป็นการวิเคราะห์เนื้อหาในเชิงอุดมการณ์ เช่น ไม่มีชาติของประชาชนไทยในแบบเรียน, ชาติไทยและเมืองไทยคือหมู่บ้าน ชุมชนชาติในแบบเรียนคืออุดมคติของหมู่บ้านในอดีต, ไปจนกระทั่งในแบบของการประเมินค่าทางเทคนิค เช่น “สำนวนภาษายังต้องปรับปรุง คุณภาพปานกลาง ราคาแพงเกินไป การเย็บเล่มต้องให้คงทนกว่านี้ ต้องปรับปรุงเรื่องสีและจำนวนภาพให้มีมากขึ้นและสีสันตรงตามธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาพื้นฐานที่การศึกษาวิจัยแต่ละครั้งสรุปมาได้นั้น ล้วนไม่แตกต่างในสาระสำคัญ ที่อาจสรุปรวบยอดได้ดีที่สุดตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังที่ปรากฏในประกาศกระแสพระบรมราชโองการเรื่องการศึกษาของประเทศสยาม ในเดือนกันยายน ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2454) ความว่า

ความประสงค์จำนงค์หมายในการสั่งสอน ฝึกหัดกันนั้นให้มุ่งก่อผลสำเร็จดังนี้คือ ให้เป็นผู้แสวงหาศิลปวิชาเครื่องอบรมปัญญา ความสามารถและความประพฤติชอบให้ดำรงรักษาวงษ์ตระกูลของตนให้โอบอ้อมอารีแก่พี่น้องให้มีความกลมเกลียวร่วมทุกข์ศุขกันในระหว่างสามีภริยา ให้มีความซื่อตรงต่อกันในระหว่างเพื่อน ให้รู้จักกระเหม็ดกระเหม่เจียมตัว ให้มีเมตตาจิตรแก่ผู้อื่นทั้งปวง ให้อุดหนุนสาธารณประโยชน์ อันเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด ให้ปฏิบัติตนตามพระราชกำหนดกฎหมาย เมื่อถึงคราวช่วยชาติและบ้านเมืองให้มอบกายสวามิภักดิ์กล้าหาญและด้วยจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อยู่ทุกเมื่อ

เมื่อใดความรู้สึกต่อหน้าที่เหล่านี้ทั้งปวงหมด ได้เข้าฝังอยู่ในสันดานจนปรากฏด้วยอาการกิริยาภายนอกแล้ว เมื่อนั้นความสั่งสอนฝึกหัดเชื่อว่าสำเร็จ และผู้ใดเล่าเรียนถึงผลสำเร็จเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นเชื่อว่าเป็นราษฎรอันสมควรแก่ประเทศสยามยิ่งนัก
ประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่อง การศึกษาของประเทศสยาม., หน้า 30

การปลูกฝังอุดมการณ์ความคิด (หรือ “สันดาน”) ดังกล่าว ไม่เพียงกระทำผ่านการให้ชุดข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สังคม ที่ประกอบกันเป็นเรื่องราวหลักให้นักเรียนได้ท่องจำเท่านั้น แต่ยังสามารถกระทำโดยอ้อมในแบบที่มีผลหล่อหลอมเป็นมโนทัศน์ที่ซึมลึกเข้าไปหยั่งรากอยู่ในจิตสำนึก ซึ่งผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำวัยเยาว์

กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ เมื่อพูดถึงตำราเรียน เรามักจะนึกถึงแบบเรียนภาษาไทยสมัยประถมศึกษาได้แจ่มชัดมากที่สุด ทั้ง แม่ไก่นันทา ครอบครัวนกกางเขน ปัญญา เรณู มานะ มานี หรือแม้แต่พ่อหลีพี่หนูหล่อ ล้วนเป็นความประทับใจวัยเยาว์ที่ยังถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอๆ เพราะแบบเรียนเหล่านี้เป็นความทรงจำแรกๆ ของการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกในวัยเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบบเรียนภาษาไทย ซึ่งมักจะแต่งเรื่องราวสั้นๆ แทรกไว้สำหรับฝึกฝนการอ่าน ลักษณะคล้ายนิทาน มีตัวละครเป็นสิงสาราสัตว์หรือเด็กๆ เช่นเดียวกับผู้อ่าน แบบเรียนภาษาไทยจึงเป็นเสมือนวรรณกรรมเยาวชนเล่มแรกๆ ที่ทุกคนได้อ่าน ทำให้ถูกจดจำได้มากที่สุด

ทั้งนี้ นอกจากเรื่องราวน่ารักตัวละครน่าเอ็นดูเหล่านั้นแล้ว แบบเรียนภาษาไทยก็ไม่ได้ต่างจากแบบเรียนวิชาสังคมศึกษา หรือแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในทุกยุคทุกสมัย ที่มีผลในการ “ตบแต่ง” และ “หล่อหลอม” ทัศนคติของประชาชนพลเมือง เพียงแต่เป็นการหล่อหลอมในขั้นที่อาจเรียกได้ว่า “เนียน” และ “โรแมนติก” กว่า ในฐานะความทรงจำวัยเยาว์ถึงตัวละครแรกๆ ในประวัติการอ่านของเยาวชนไทย

รายงานชิ้นนี้เป็นการลองสำรวจว่า หากจะลองรื้อลิ้นชักความทรงจำถึงแบบเรียนภาษาไทยในแต่ละยุค เราจะพบอะไรได้อีกบ้างนอกจากความประทับใจที่มีต่อตัวละครเหล่านั้น ทั้งนี้ แม้ว่าหลักสูตรของแบบเรียนเหล่านั้นจะหมดอายุขัยไปแล้ว แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่า ตัวละครเหล่านั้นอาจไม่เพียงไม่ได้หายไปไหน แต่ยังเติบใหญ่อยู่ในตัวเราที่เป็นผู้ใหญ่หลากหลายรุ่นอยู่ใน พ.ศ.นี้ ที่แม้จะพ้นวัยของการยืนเข้าแถวหน้าเสาธงทุกเช้ามานานแล้วก็ตาม

ปีศาจ กับอาการผีเข้าผีออกของปัญญาชนไทย

….

ปีศาจ ไม่เพียงแต่จะเป็นที่กล่าวขานในหมู่คนหนุ่มสาวรุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่ยังเป็นนวนิยายที่ได้รับการวิจารณ์จากนักวิชาการและนักวิจารณ์หลายรุ่น และหลายชาติหลายภาษาเช่นกัน ประเด็นที่นักวิจารณ์จำนวนมากจะพูดถึงเป็นอันดับแรกคือความหวาดหวั่นพรั่นพรึงของชนชั้นสูงต่อการเกิดขึ้นของชนชั้นใหม่และความคิดใหม่ในสังคมไทย ไล่เรียงมาตั้งแต่นักวิจารณ์แนวมาร์กซิสต์ลายครามอย่าง บรรจง บรรเจอดศิลป์ ที่เขียนวิจารณ์นวนิยายเล่มนี้ไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2501 เรื่อยมาจนถึงนักวิจารณ์รุ่นก่อนและหลัง 14 ตุลาคมอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นวิทยากร เชียงกูล, เสถียร จันทิมาธร, ชัยศิริ สมุทวณิช, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และตรีศิลป์ บุญขจร จะมีเสียงท้วงติงในประเด็นนี้อยู่บ้าง ก็ในเชิงความสมจริงของการสร้างตัวละคร ดังที่ ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ได้ท้วงติงไว้ว่า “โฮ้ย ไม่ไหว ไม่รู้อะไรดี ไม่เคยรู้ว่าผู้ดีจริงๆ เขาเป็นยังไง ลูกพระยาเป็นยังไง”

คำว่า “ปีศาจ” ที่ใช้ในนวนิยายเล่มนี้ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ของคาร์ล มาร์กซ์ และ เฟรเดอริก เองเกิลส์ ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเมื่อนำคำพูดของสายในงานเลี้ยงบ้านรัชนีมาเทียบกับอารัภบทของ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ นั่นคือในท่อนที่สายพูดว่า “ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า” เทียบกับประโยคเปิดใน แถลงการณ์พรรคฯ “ปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังหลอกหลอนยุโรป” ความพ้องในที่นี้มิน่าจะเป็นความบังเอิญ กองบ.ก. ถนนหนังสือ ได้ซักถามประเด็นนี้ เสนีย์ เสาวพงศ์ ตอบว่า “ปีศาจของมาร์กซ์หมายถึงชนชั้นกรรมาชีพ แต่ของผมไม่ใช่ ปีศาจท่าจะมีได้หลายตัว ไม่ใช่ตัวเดียว” ในบทสัมภาษณ์เดียวกันนี้ เขายังบอกด้วยว่า คำว่าปีศาจของเขาน่าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยคำว่า “spectre” ซึ่งเป็นคำคำเดียวกันกับที่บทแปลภาคภาษาอังกฤษของ แถลงการณ์พรรคฯ ใช้

เสนีย์ เสาวพงศ์ กล่าวไว้ไม่ผิดว่าปีศาจในนวนิยายเล่มนี้ไม่ใช่ชนชั้นกรรมาชีพแน่นอน โดยเฉพาะสาย สีมา ผู้ซึ่งประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าคือปีศาจ ก็ดูจะห่างไกลจากการเป็นชนชั้นกรรมาชีพ หรือชาวคอมมิวนิสต์ แม้ว่าทัศนะหลายประการของเขาอาจจะเฉียดไปเฉียดมากับแนวคิดมาร์กซิสต์อยู่บ้าง ถ้าเช่นนั้น สาย สีมา ผู้นี้คือใคร ที่เรารู้แน่ๆ คือ สาย สีมา ประกาศไว้หลายครั้งหลายคราว่า “เราเป็นคน รุ่นใหม่ที่มองโลกและทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความพิศวง” ปัญหาอยู่ที่ว่าคนรุ่นใหม่ที่ว่านี้คือใครกันแน่

อัศวินหน้าซ้ำ

ณ ดินแดนแห่งต้นละหุ่ง ยังมีสุภาพบุรุษวัยใกล้ฝั่งผู้หลงใหลคลั่งไคล้ในเรื่องราวของดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่า ทั้งวันทั้งคืน วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ปีแล้วปีเล่า เขาอดหลับอดนอนดำดิ่งอยู่กับมหากาพย์เรื่องนี้ รอบแล้วรอบเล่าเขาหัวร่อและร่ำไห้ไปกับโชคชะตาและวีรกรรมของดอนกิโฆเต้ อัศวินวิกลจริตผู้ยิ่งใหญ่ กับบ่าวซื่อชื่อซานโช่ ปันซ่า อย่างไรก็ดี หนังสือ Don Quixote ภาคภาษาอังกฤษยืดยาวและยากเย็นจนเกินไป อีกทั้งเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะอ่านภาษาสเปนออก ด้วยเหตุนี้สุภาพบุรุษผู้กำลังจะกลายเป็นดอนกิโฆเต้นี้จึงซึมซับเรื่องราวของวีรบุรุษของเขาผ่านภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Man of La Mancha และดื่มด่ำกับเพลงประกอบภาพยนตร์ผ่านเทปคาสเซ็ตและซีดี ระยะหลังเขายังคอยติดตามดูคลิปวิดีโอบทเพลงสุดโปรดที่ร้องโดยนักร้องนักแสดงระดับตำนานในเว็ปไซต์ YouTube ด้วยอีกโสตหนึ่งตามคำแนะนำของมิตรผู้หวังดี

ความเลอเลิศของกะทิ

ผู้เขียนเห็นด้วยว่า ความสุขของกะทิ นั้นเป็นวรรณกรรมแสน “สะอาด” สะอาดเสียจนอดคิดไม่ได้ว่า เฮ้ย! โลกอะไรมันจะงดงามขนาดนั้น ขนาดแม่จะตายก็ยังสวย แม่จะตายก็ยังสุข แม้จะสุขแบบซ่อนความเศร้าไว้ลึกๆ แต่มันช่างห้อมล้อมไปด้วยละอองแห่งความงาม เหงา เงียบ เรียบง่าย คนรอบข้างกะทิก็ช่างเป็นทั้งคนดี คนตลก น้าอะไรต่อมิอะไรก็เป็นคนที่รักแม่ และแม่รัก จนกระทั่งเผื่อแผ่ความรักอันมากมายมาที่กะทิ จนกระทั่งเลยเถิดไปจนถึงการแอบถามตัวเองอยู่ในใจว่า ผู้เขียนวรรณกรรมชิ้นนี้ จงใจที่จะให้กะทิสะอาด หมดจดขนาดนั้นหรือ เธอเห็นแต่แง่งามของโลกอย่างคนไม่รู้จักโลก และตลอดชีวิตไม่เคยพานพบความทุกข์ หรือคนเลวๆ บ้างหรืออย่างไร

แต่เมื่อลองอ่าน กะทิ ในรอบที่สอง สาม และสี่ จึงบังเกิดอาการฉุกใจว่า คนเขียนไม่ได้โง่ หรือไร้เดียงสา ขนาดจะไม่รู้ว่าโลกและชีวิตจริงเป็นอย่างไร แต่เขาบรรจงสร้างกะทิ โลกของกะทิ และผู้คนที่อยู่รายล้อมตัวกะทิ มาอย่างชนิดที่ว่าหากเป็นภาพวาด องค์ประกอบทั้งหมดมันลงตัวเป๊ะๆ และไม่มีจุดไหนเลยที่เรียกว่า “ไม่ตั้งใจ” ทุกอย่างถูกดีไซน์มาแล้วอย่างละเอียด ทั้ง ตัวละคร ฉาก และแต่ละถ้อยคำที่นำมาร้อยกันเป็นประโยค เป็นย่อหน้า เป็นเรื่อง

ความสุขของกะทิ บรรจุทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเชื่อ หลงใหล และหลงคิดว่ามันคือความจริงไว้อย่างหมดจดอย่างไม่น่าเชื่อว่ามันอยู่ในหนังสือที่มีความยาวเพียง 118 หน้า

อภินิหารบรรพบุรุษ หนังสือยอพระเกียรติหรือเสียดสีราชวงศ์

ประเทศเล็กๆ ที่ไม่นิยม “อ่าน” จะหาบันทึก “ย้อนเกร็ด” ดีๆ สักเล่มก็ยากอย่างยิ่ง ครั้นเมื่อพบเจอแล้ว ก็ใช่จะวางใจได้ว่าเป็นหนังสือดี หลายต่อหลายเล่มถูกท่านผู้รู้ชี้ว่าเชื่อไม่ได้ หลายต่อหลายเล่มถึงกับถูกประทับตราว่าเป็นหนังสือปลอมไปเสียอีก

อภินิหารบรรพบุรุษ เป็นหนังสือเล็กๆ เล่มหนึ่ง ที่เข้าข่ายกรณีดังกล่าว คือหายาก เชื่อไม่ได้ และถูกตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อความถูกปลอมปน จนกลายเป็นหนังสือ “เจ้า” ปัญหา ที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด

……

ต้นฉบับหนังสือ อภินิหารบรรพบุรุษ เป็นสมบัติของหม่อมเจ้าปิยภักดีนารถ “นักเลงหนังสือเก่า” ลำดับต้นของเมืองไทย สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงพระนิพนธ์ไว้ในคำนำว่า ต้นฉบับเป็นสมุดไทยกระดาษข่อยขาวตัวหมึก ๒ เล่ม ซึ่งปัจจุบันต้นฉบับสมุดไทยได้หายสาบสูญไป เหลือเพียงสำเนาพิมพ์ดีด ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีรับสั่งให้คัดลอกจากต้นฉบับสมุดไทยของหม่อมเจ้าปิยภักดีนารถไว้ ปัจจุบันสำเนาพิมพ์ดีด เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ โดยมีลายพระหัตถ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงพระวินิจฉัยกำกับไว้ตลอดเอกสาร

เนื้อหาหลักของ อภินิหารบรรพบุรุษ กล่าวถึงพระราชประวัติ “ก่อนเสวยราชย์” ของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ๒ พระองค์ คือพระเจ้าตากและพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รวมกับเรื่องย่อยอีก ๒ เรื่อง เป็นพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

…..

นอกเหนือจากการกล่าวถึง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ๒ พระองค์แล้ว เนื้อหายังเต็มไปด้วยบทอภินิหารอัศจรรย์ต่างๆ ที่ “ฟ้ากำหนด” ให้เด็กทั้งสองเป็นพระมหากษัตริย์ตั้งแต่แรกกำเนิด

Blow-Up และ Blowup เราอาจแน่ใจว่าเราเห็น แต่เราไม่มีทางแน่ใจว่าสิ่งที่เราเห็นคือความจริง

ประเด็นความแตกต่างระหว่าง “ภาพที่ปรากฏ” (appearance) กับ “ความเป็นจริง” (reality) เป็นธีมหลักของวรรณกรรมมาตั้งแต่ยุคละครของเชคสเปียร์ ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มนุษย์พยายามคว้าจับความเป็นจริงที่ผ่านไปแล้วเอาไว้ ความทรงจำถูกบันทึกเป็นรูปวาด เป็นตัวหนังสือ ตำนาน พงศาวดาร รูปปั้น กระนั้น การบันทึกความทรงจำย่อมมีช่องว่างห่างจากความเป็นจริงเสมอ ในยุคสมัยใหม่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการบันทึกภาพทำให้มนุษย์เชื่อว่าเราสามารถคว้าจับความเป็นจริงของโลกภายนอกได้อยู่มือมากขึ้น การถ่ายภาพ ตลอดจนการถ่ายภาพยนตร์ เปรียบเสมือนการแช่แข็งความเป็นจริง การดักเก็บชั่วขณะของเวลาที่ผ่านพ้นไปไว้บนแผ่นฟิล์ม

โลกยุคสมัยใหม่อาจปลดปล่อยมนุษย์จากกับดักหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นกับดักของขนบธรรมเนียมประเพณี การกำกับพฤติกรรมโดยชุมชน การดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องตามธรรมชาติ ทว่าชีวิตปัจเจกบุคคลที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก็ทำให้มนุษย์เต็มไปด้วยความแปลกแยก สับสน บิดเบี้ยว เร่งรีบ วรรณกรรมในยุคสมัยใหม่มักสะท้อนสภาวะของมนุษย์ที่หลุดพ้นจากกับดักหนึ่งเพียงเพื่อไปตกอยู่ในกับดักอันใหม่

ฆูลิโอ คอร์ตาซาร์ (Julio Cortázar) เป็นนักเขียนร่วมสมัยกับผู้กำกับภาพยนตร์ มิเคลันเจโล อันโตนิโอนี (Michelangelo Antonioni) ผลงานของทั้งสองต่างสะท้อนภาพและความสำนึกของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่ Blowup ภาพยนตร์ที่โด่งดังในวงกว้างที่สุดของอันโตนิโอนี ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องสั้นของคอร์ตาซาร์เรื่อง “Las Babas del Diablo” (The Droolings of the Devil)

บ้านเลขที่ 1984

มีนักประพันธ์บางท่านที่ถูกนำชื่อมาสร้างเป็นคำคุณศัพท์บอกลักษณาการในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับลักษณาการในโลกแห่งจินตนาการของนักประพันธ์ท่านนั้น หนึ่งในคำคุณศัพท์เหล่านั้นคือ ออร์เวลเลียน (Orwellian) จากชื่อของ “จอร์จ ออร์เวล” ที่ถูกนำมาใช้เพื่อบอกลักษณาการที่รัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จควบคุมความคิดและการแสดงออกของประชาชนได้โดยการควบคุม “ความจริง” ให้บิดผันไปในแง่มุมต่างๆ เพื่อตอบสนองการรักษาอำนาจของรัฐ

หนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์ปกปิด การตามหาจอร์จ ออร์เวลในร้านน้ำชาพม่า = Secret Histories: Finding George Orwell in a Burmese Teashop คือความพยายามของเอมมา ลาร์คิน (นามแฝง) ที่จะฉายภาพชีวิตทางการเมืองของคนพม่าที่มีลักษณาการแบบ ออร์เวลเลียน ผ่านเลนส์วรรณกรรมของออร์เวลที่ “อ่าน” โดยคนพม่าเอง

หากพิจารณาจากการเรียงบทและการเปลี่ยนฉากภูมิประเทศของจังหวัดต่าง ๆ เป็นลำดับ โครงสร้างของหนังสือเล่มนี้บอกเราว่ามันเป็นชีวประวัติของออร์เวลในช่วงที่เขาทำงานเป็นตำรวจของ “บริติชเบอร์มา” การลำดับเรื่องจะตามรอยออร์เวล หรือเอริก แบลร์ ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนตำรวจในมัณฑะเลย์ จนถึงพื้นที่สุดท้ายที่เขาประจำการก่อนจะทิ้งงานตำรวจมายึดอาชีพนักเขียน

ประวัติศาสตร์ปกปิด จึงพาเราตามเส้นทางชีวิต 4 ปีในพม่าของออร์เวล จากมัณฑะเลย์ ลงใต้สู่เขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี ย้ายมาย่างกุ้ง แล้วไปอยู่มะละแหม่ง ก่อนจะโดนย้ายขึ้นเหนือไปอยู่ที่กะธา หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปอังกฤษ และได้ยื่นใบลาออกจากราชการ หลังจากนั้นเขาไม่เคยเดินทางกลับมาพม่าอีกเลย

คิวบา: ทุนนิยม พระเจ้า และซิการ์ดีๆ สักมวนก็พอ

ตอนที่สหภาพโซเวียตรัสเซียล่มสลายเมื่อปี 1991 มีคนจำนวนไม่มากนักคิดว่าคิวบาจะอยู่รอดเป็นประเทศสังคมนิยมต่อไปได้ เพราะประเทศนี้ผูกพันกับโซเวียตมาก เงินกู้ที่เคยได้มาง่ายๆ น้ำมันราคาแสนถูก มลายหายไปจนสิ้น ราคาน้ำตาลคิวบาที่ขายได้แพงลิบลิ่วเกินความจริงของตลาดเพราะการอุดหนุนจากสหภาพโซเวียต ก็หายวับไปกับตา ไม่มีใครในโลกนี้จะยอมซื้อในราคานั้นอีกต่อไปแล้ว เศรษฐกิจคิวบาอันแสนจะเปราะบางซึ่งหล่อเลี้ยงมาด้วยการอุดหนุนอันมากมายมหาศาล และยืนอยู่ได้เพราะสินค้าปฐมไม่กี่ตัวอันได้แก่ น้ำตาลและยาสูบ ถึงแก่พังครืนลงอย่างไม่เป็นท่า

คิวบาก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในค่ายสังคมนิยม คือเดินมาถึงทางแพร่งที่ต้องเลือกว่าจะไปทางไหน ระหว่างการละทิ้งแนวทางสังคมนิยม หรือการปรับปรุงแนวทางใหม่เพื่อความอยู่รอด อันโตนีโอ ราเวโล นาริโน นักเศรษฐศาสตร์คิวบา พูดไว้อย่างน่าฟังว่า “เมื่อโซเวียตล่มสลาย พวกเราก็ต้องเปลี่ยนแปลง มันก็เหมือนการแต่งงานนั่นแหละ ถ้าคนหนึ่งตาย คุณจะหวังว่าอีกคนจะใช้ชีวิตอยู่กับคนตายก็คงจะเป็นไปไม่ได้” ถ้าเขาพูดจบแค่นั้นเราก็คงตีความได้ว่า คิวบาคงเปลี่ยนไปแล้ว แต่เขาพูดต่อว่า “พวกเรากำลังพยายามใช้ชีวิตกับคนตาย”

ตามหาแผ่นดินของเรา

“ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู แต่มิได้หล่นลงสู่พื้นดินทีเดียว…” แต่ถึงอย่างไร ในที่สุดมันก็หล่นลงสู่พื้นดินจนได้ และพื้นดินนั้นเป็นของ “จิระเวสน์” อันแปลว่าที่อยู่อาศัยอันยั่งยืน ฉะนั้น จิระเวสน์น่าจะเป็น “แผ่นดินของเรา” อันเป็นชื่อเรื่องนวนิยายชิ้นเอกของแม่อนงค์ หรือครูมาลัย ชูพินิจ แต่หามิได้ แม้ตัวละครเกือบทุกตัวมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับจิระเวสน์ เพราะจิระเวสน์ทิ้งความหลังอันหวานชื่นแก่บางคน แต่ก็โหดร้ายแก่ทุกคนไปพร้อมกัน “แผ่นดินของเรา” ก็ยังไม่ใช่จิระเวสน์อยู่นั่นเอง

……

“แผ่นดิน” ใดๆ จะเป็น “ของเรา” ได้ ก็เพราะความเข้าใจต่อกันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ และความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการรู้จักตัวเอง

แต่ก่อนที่จะทำให้นวนิยายที่มีเสน่ห์สูงเล่มนี้กลายเป็นนิทานอีสป เราควรถามตัวเองก่อนว่า มีกลวิธีการเขียนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนวนภาษา, การสร้างบุคลิกตัวละคร, โครงเรื่อง ฯลฯ ที่ทำให้คิดได้ว่าครูมาลัยตั้งใจจะบอกสารข้อนี้แก่ผู้อ่านบ้าง คำตอบคือไม่ชัด อย่างที่นวนิยายดีๆ ทั้งหลายไม่ควรชัดกับสารแฝงเหล่านี้ หรือยิ่งกว่านั้นคือเปิดให้ “อ่าน” ได้หลายนัยยะด้วยซ้ำ ดังนั้นสิ่งที่ผมได้กล่าวข้างต้น ก็เป็นหนึ่งในนัยยะอันหลากหลายที่ผู้อ่านแต่ละคนจะพานพบ “แผ่นดินของเรา” และไม่จำเป็นต้องตรงกัน

สร้อยเศร้าถึงพระเจ้าซาร์

เมื่อพระวรกายต้องกระสุนหลายนัด พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 คงสิ้นพระชนม์ทันที และก็คงเสด็จสู่สวรรคาลัยไปพร้อมๆ กับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมจักรพรรดินีนาถอเล็กซานดรา พระราชโอรสธิดารวมทั้งคณะข้าราชบริพาร เช่น พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง แพทย์ รวม 11 ชีวิต คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้าพระองค์ได้พบกับพระบรมวงศานุวงศ์ พระญาติสายตรง สายอ้อม รวมทั้งบรรดาบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์โรมานอฟ ทั้งหลายที่ได้เสด็จไปประทับและบรรทมอยู่ในสรวงสวรรค์ก่อนหน้านี้ บรรดาเชื้อสายของราชวงศ์เหล่านี้จะต่อว่าต่อขานกล่าวโทษพระองค์หรือไม่ ? หรือว่าเห็นอกเห็นใจ ? ที่ไม่สามารถสืบทอดการปกครองระบอบราชาธิปไตย ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองรัสเซียมานานไว้ได้ ทั้งไม่สามารถรักษาเงินทอง ทรัพย์สิน สมบัติพัสถาน พระราชวังใหญ่น้อย ฯลฯ ของราชวงศ์ที่ให้ความร่มเย็นแก่เหล่าบรรดาพสกนิกรมาถึงกว่า 300 ปีให้ได้ยืนยาวจนนิรันดร

คำถามนี้อยู่นอกวิสัยของมนุษย์จะรับรู้ กระนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นคำถามที่เหลวไหลอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่เปลี่ยนรูปคำถาม แต่ยังคงสาระไว้ ก็เป็นคำถามที่นักประวัติศาสตร์ และผู้คนที่ยังมีชีวิตกระโดดโลดเต้นอยู่บนเวทีโลกนี้ถามกันต่อเนื่องมา

นักประวัติศาสตร์พยายามเสนอคำตอบว่า ทำไมระบอบราชาธิปไตยในรัสเซียยังคงสืบเนื่องจนข้ามมาถึงต้นศตวรรษที่ 20 ในขณะที่บางประเทศยุโรปนั้นล่มสลายไปนานแล้ว โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งรัสเซียถือเป็นแม่แบบสำหรับอนาคตตนเอง หรือแม้ไม่ล่มสลายไป ก็เปลี่ยนรูปและบทบาทจนไม่เหลือเค้าของระบอบราชาธิปไตยอยู่อีก เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ค สวีเดน ฯลฯ ดังนั้น ถ้าจะตั้งคำถามต่อกรณีพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ว่า พระองค์น่าจะดำรงรักษาระบอบการปกครองนี้ให้สถาพรต่อไปในรัสเซียได้หรือไม่ ? หรือทำไมราชวงศ์โรมานอฟที่เคยยิ่งใหญ่มีอำนาจล้นฟ้า ถึงมาล้มอย่างสิ้นลายในสมัยของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ? ก็เป็นคำถามทางวิชาการที่สารพัดสาขาวิชา ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา วรรณคดีศึกษา จนกระทั่งถึงนิตยสารประโลมโลกได้ถามและพยายามเสนอคำตอบกันมา

คำถามทำนองนี้ย่อมถามกันได้ทั้งบนสวรรค์และในโลกนี้ แต่ถ้าถามกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสเอง พระองค์จะมีพระปรีชาสามารถตอบพระบรมบรรพบุรุษในฐานะลูกขุนพิจารณาคดีได้หรือ ? คำถามนี้มิได้มาจากทัศนะที่ดูถูกดูแคลน หรือสงสัยในพื้นฐานการศึกษา หรือสติปัญญา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของพระองค์ แต่เพราะคำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ยากอย่างยิ่ง ไม่ใช่จะตอบว่า “yes” หรือ “no” กันได้เหมือนเกมโทรทัศน์ ตรงกันข้าม ต่อให้กองทัพนักปราชญ์ ราชบัณฑิต ผู้สันทัดกรณี นักวิเคราะห์มือฉมัง ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวง ก็ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ

ข้อเขียนหนังสือ บทความในวารสาร เอกสารเสนอในที่ประชุม สัมมนา ฯลฯ จากสถาบันวิจัยเกี่ยวกับยุโรปและรัสเซียศึกษานับร้อย และมหาวิทยาลัยนับพัน ที่เขียนกันมาเกือบศตวรรษ ส่วนหนึ่งก็ถกเถียงกันถึงคำถามเหล่านี้ ซึ่งเมื่อพยายามตอบ ก็จะมีคำถามที่เกี่ยวข้องกันตามมาอีกมากมาย ถ้าจะเรียกตามมรรยาททางวิชาการก็ว่าเป็นการสร้างองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้มองโลกอย่างเยาะเย้ย ก็จะเรียกว่าเป็นอุตสาหกรรมวิชาการ ที่ก่อรายได้ให้กับกลุ่มคนที่ทำมาหากินโดยไม่ต้องไปทำงานตากแดด ตากฝน (รวมถึงผู้เขียนคนนี้)

Persepolis: รัฐ ศาสนา: วัยรุ่น

ชีวิตของวัยรุ่นในประเทศต่างๆ เป็นปัญหาสำคัญของศตวรรษที่ยี่สิบ ศตวรรษที่เมื่อต้นศตวรรษถือว่าเป็นศตวรรษของเด็กๆ เมื่อเป็นศตวรรษของเด็กๆ เด็กก็สามารถที่จะเป็นความหวังชาติ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พบได้จากความคิดของฮิตเลอร์และสตาลิน เมื่อเป็นความหวัง เด็กๆ ก็ถูกคาดหวัง เมื่อถูกคาดหวัง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พร้อมจะเป็นปัญหาเพราะไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวัง แต่ปัญหาของเด็กวัยรุ่นไม่ใช่ปัญหาใหม่ ใครศึกษาประวัติศาสตร์ให้ดีๆ ก็จะเห็นปัญหานี้ อย่างน้อยๆ ที่สุดก็ตั้งแต่สมัยกรีกโรมันโบราณ

อาณาจักรใหญ่อย่างเปอร์เซียจะเป็นปัญหาแบบเดียวกันหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่จะมากล่าวถึงกันในที่นี้ แต่สำหรับปัจจุบัน เด็กวัยรุ่นของอดีตอาณาจักรเปอร์เซียสร้างความปวดร้าวให้กับรัฐอิหร่านเป็นอย่างมาก ปัญหาเด็กวัยรุ่นของอดีตอาณาจักรเปอร์เซียก็เช่นเดียวกันกับปัญหาที่อื่นๆ จะมายอมรับปัญหาอย่างหน้าชื่นตาบานและทำให้เป็นเรื่องตลกแบบภาพยนตร์อย่าง Juno ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

……

ภาพยนตร์เรื่อง Persepolis เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสมสำหรับผู้นิยมอ่านหนังสือท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปในดินแดนของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งตะวันออกกลาง ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของสังคมที่ปกปิดทุกอย่างเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกิเลสตัณหานอกกรอบ ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกถอดออกจากเทศกาลภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯเมื่อปี ค.ศ. 2007 มาแล้ว เพราะสามารถที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและปัญหาระหว่างประเทศได้ แต่ถึงกระนั้นก็ดี ในปีถัดมาภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเข้าโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ แม้ว่าจะไม่ได้ปรากฏตัวอย่างเด่นชัดแบบภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดก็ตาม

Persepolis เป็นภาพยนตร์การ์ตูนโดยฝีมือการกำกับของ Vincent Paronnaud และ Marjane Satrapi มีคนดังๆ มาให้เสียงมากมาย เช่น Chira Mastroianni ดาราฝรั่งเศสผู้โด่งดัง เธอเป็นลูกสาว Catherine Deneuve กับ Marcello Mastroianni ให้เสียงเป็น Marjane Satrapi ในขณะที่ Catherine Deneuve ให้เสียงเป็นแม่ของ Marjane

ความงามข้ามกาลเวลาฯ ของจอห์น เลน:การเมืองของการมองความงาม

เท่าที่จำความได้ นอกจากหนังสือเรียนที่ถูกบังคับซื้อในตอนเด็กแล้ว ผมแทบไม่เคยตัดสินใจซื้อหนังสือเพียงเพราะชื่อบนปกมาก่อน แต่กับหนังสือ ความงามข้ามกาลเวลา: สุนทรียธรรมในศิลปะและชีวิตประจำวัน (Timeless Beauty: In the Arts and Everyday Life) กลับทำให้ผมซื้อโดยแทบไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาภายในเลย สาเหตุมิใช่ด้วยความชื่นชอบหรือประทับใจอะไรเป็นพิเศษ แต่กลับเป็นด้วยเหตุผลตรงกันข้าม

ชื่อหนังสือเสมือนกำลังประกาศว่า ในโลกนี้มีความงามบางอย่างที่เป็นอมตะแท้จริงลอยข้ามพ้นเหนือกาลเวลา ในขณะที่ผมเชื่อว่า ความงามเป็นสิ่งสมมติ มิใช่เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม อะไรงามหรือไม่งามเป็นเพียงการประเมินคุณค่ามากกว่าข้อเท็จจริง ดังนั้น จึงไม่มีความงามที่จริงแท้สมบูรณ์ มีแต่ความงามแบบสัมพัทธ์เท่านั้น ซึ่งมิใช่เพียงตัวผมเท่านั้นที่เชื่อเช่นนี้ แต่ความคิดส่วนใหญ่ในปัจจุบันต่อประเด็นเรื่องความงามก็มีลักษณะยอมรับเกือบทั่วไปแล้วว่าเป็นเรื่องอัตวิสัย จนป่วยการที่จะเสียเวลามานั่งถกเถียงกันว่าอะไรงามและอะไรไม่งาม แม้แต่ในแวดวงศิลปะเองก็แทบไม่ได้สนใจพิจารณาเรื่องความงามกันมากมายเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้วเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ ในทันทีที่เห็นชื่อหนังสือ (โดยเฉพาะเห็นชื่อผู้แต่งซึ่งถือว่าเป็นนักการศึกษาทางด้านศิลปะที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางพอสมควร) ผมจึงรู้สึกประหลาดใจว่า ผู้แต่งหนังสือตั้งใจที่จะเสนอความคิดในแบบที่ชื่อหนังสือได้บอกไว้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงโวหารของการตั้งชื่อหนังสือให้ดูน่าสนใจเท่านั้น และถ้าหากผู้แต่งเชื่อเช่นนั้นจริงก็ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกว่า ผู้แต่งจะมีวิธีนำเสนออย่างไรหรือมีหลักฐานอะไรที่จะโน้มนำให้ผู้อ่านสามารถเชื่อได้ว่า มีความงามที่เป็นอมตะก้าวข้ามกาลเวลาอยู่จริงภายใต้กระแสคิดหลักที่โน้มไปในทิศทางซึ่งเชื่อว่าความงามนั้นเป็นเรื่องอัตวิสัย

ด้วยความอยากรู้ ซึ่งเป็นอารมณ์อยากรู้บนความรู้สึกที่ค่อนข้างอคติและปฏิเสธเนื้อหาภายในแทบจะในทันทีที่เห็นชื่อหนังสือ กลับส่งผลให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ได้อย่างรวดเร็ว

อ่าน “เจ้าหญิงหนังฬา” ด้วยจิตวิเคราะห์

เจ้าหญิงโฉมงามองค์หนึ่งจำต้องหนีออกจากปราสาทเพราะพระบิดาเกิดความพิศวาสในตัวพระองค์ และมุ่งหมายจะแต่งงานด้วยเสียให้ได้ ในการหลบหนี เจ้าหญิงอาศัยหนังฬาอันอัปลักษณ์พรางกาย อาศัยโรงนาเล็กๆแห่งหนึ่งเป็นที่พำนัก ระหว่างนั้นเองพระองค์มีโอกาสทำขนมให้เจ้าชายรูปงามในละแวกนั้นกิน ซึ่งบังเอิญว่าพระองค์ได้ทำแหวนตกลงไปในขนมนั้น จนเป็นเหตุให้เจ้าชายออกตามหาเจ้าของแหวน ผู้ซึ่งจะกลายเป็นคู่สมรสของพระองค์ในท้ายที่สุด

นี่คือเรื่องย่อของนิทาน เจ้าหญิงหนังฬา ในที่นี้ผมขอเสนอการตีความนิทานตามแนวทฤษฎีจิตวิเคราะห์ โดยมุ่งชี้ให้เห็นว่านิทานเรื่องนี้แฝงไปด้วยแนวคิดเรื่องพัฒนาการทางเพศของเด็กผู้หญิงตั้งแต่การเก็บกดปมรักพ่อไปจนถึงการคลี่คลายของปมดังกล่าวด้วยการเลือกชายคนรักที่ไม่ใช่พ่อ

เสียงเพรียกจากท้องน้ำ: เรื่องเล่ากับการเมืองเรื่องอัตลักษณ์

เสียงเพรียกจากท้องน้ำ เรื่องเล่าในรูปแบบนวนิยายของประทีป ชุมพล เป็นผลงานที่เข้ารอบสุดท้ายของรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนใน พ.ศ. 2546 นวนิยายเรื่องนี้มีลักษณะเฉพาะในการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวอูรังลาโว้ยซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยทางตอนใต้ของประเทศไทย (ที่คนนิยมเรียกว่าชาวเล) ผ่านการผสมผสานนวนิยายกับชาติพันธุ์วรรณา (ethnography) ซึ่งไม่ปรากฏบ่อยนักในผลงานของนักเขียนไทย จึงน่าสนใจที่จะพิจารณาลักษณะเฉพาะและนัยซับซ้อนที่เอื้อให้ตีความได้หลายชั้นของงานเขียนเรื่องนี้

เสียงเพรียกจากท้องน้ำ เป็นเรื่องเล่าของซายัค ชาวอูรังลาโว้ย ซายัคเล่าเรื่องของตนเองตั้งแต่เล็กจนโต ประเด็นของเรื่องเน้นที่วิถีชีวิตของชาวอูรังลาโว้ย วัฒนธรรมประเพณี และปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์อื่น โดยเฉพาะ “คนเมือง” ซึ่งหมายถึงคนไทยทั้งที่เป็นคนท้องถิ่นและคนที่มาจากส่วนกลาง ชีวิตของซายัคในฐานะอูรังลาโว้ยถูกกดขี่ทั้งโดยรัฐและคนเมือง ท้ายที่สุดซายัคและชาวอูรังลาโว้ยตัดสินใจเดินทางออกสู่ทะเลเพราะถูกยึดครองที่ดินที่เคยอาศัยอยู่ ไม่มีใครกลับมาจากการเดินทางครั้งนั้น ผู้เขียนให้ค่ามรณกรรมของพวกเขาว่าสูงส่งมีศักดิ์ศรีเหนือกว่าการมีชีวิตอยู่โดยต้องเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ตามสภาพการณ์ที่บีบบังคับ

จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นว่านวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกดขี่และปฏิกิริยาที่มีต่อการกดขี่นั้นของกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็น “การเมือง” ประเภทหนึ่ง การเมืองประเภทนี้สร้างพลังจากอัตลักษณ์ของตนเองหรือกลุ่มของตนเอง เรียกว่า “การเมืองเรื่องอัตลักษณ์” (Identity Politics) ซึ่งมีปฏิบัติการ 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) ยืนยันอัตลักษณ์ที่มีอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างพลังอำนาจในการต่อรอง 2) รื้อสร้างอัตลักษณ์ต่างๆว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือสิ่งประกอบสร้างทางสังคม เพื่อปฏิเสธอัตลักษณ์ที่ถูกยัดเยียดให้ และ 3) ให้ความสำคัญแก่ความแตกต่างหลากหลายและความเลื่อนไหลของอัตลักษณ์

การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ในนวนิยายเรื่องนี้ถูกเสนอผ่านเรื่องเล่า มีการสร้างวาทกรรม (discourse) ภาพแทน (representation) และอัตลักษณ์เพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองดังกล่าว ซึ่งอาจกล่าวแยกเป็น 3 ประเด็นคือ ประวัติศาสตร์แห่งการกดขี่ การผสมผสานนวนิยายกับชาติพันธุ์วรรณาและอัตลักษณ์อูรังลาโว้ยที่สัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของผู้เขียน

fdhr

กันยายน 2550 ทีมงานจากโครงการ “มาจาก(คนละ)ฟากฟ้าของเพิงผา” นำโดย รศ.ดร รัศมี ชูทรงเดช และ สุรกานต์ โตสมบุญ ทำหน้าที่ภัณฑารักษ์ ได้นำกลุ่มศิลปินระลอกแรกจากกรุงเทพฯและเชียงใหม่เดินทางลัดเลาะไปยังอ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ชมแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์สำคัญ 2 แหล่งที่โดดเด่นด้วยชะง่อนผาเป็นฉากหลัง คือ หลุมขุดค้นที่เพิงผาถ้ำลอด หมู่บ้านถ้ำลอด และสุสานกลางแจ้งบนเขาสูงพร้อมซากโบราณที่เรียกกันว่า โลงไม้ผีแมน ณ เพิงผาบ้านไร่ หมู่บ้านบ้านไร่  งานขุดค้นและวิจัยทางโบราณคดีได้ลุล่วงมาก่อนหน้าแล้วพร้อมแง่มุมและปริศนาจำนวนหนึ่งที่ยังคงค้างคา โดยเฉพาะกรณีโลงไม้ผีแมน แต่ประเด็นสืบเนื่องที่ รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช ผู้เป็นหัวหน้าทีมวิจัยได้ให้ความสนใจ คือสายตาของคนปัจจุบันจากศาสตร์สาขาอื่นต่องานของบรรพชนต่างพื้นที่ต่างเวลา และต่องานที่ไม่เคยอยู่ในวงล้อมของตน อะไรคือคำตอบหรืออย่างน้อยปฏิกิริยาต่อแหล่งโบราณคดีเก่าแก่ ตลอดจนพื้นที่รอบๆ ซึ่งประกอบไปด้วยชนพื้นเมืองนานาเผ่า ทั้ง ม้ง ลีซอ ไทยใหญ่ ฯลฯ ผลงานจากคนปัจจุบัน โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่ทำงานด้วยความคิด ทักษะ จินตนาการเฉกเช่นศิลปิน จะส่องสว่างประกายคำตอบได้อย่างไรต่อวัตถุและพื้นที่ที่ไปประสบ และจะนำพาปัจจุบันกาลไปพบกับอดีตได้ด้วยวิธีใด

 

Howard Zinn สงครามครั้งไหนๆ ก็ไม่ใช่คำตอบ

ในสายตาของนักประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ความแตกต่างระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสองคนก็คือ

แมคเคนบอกว่าเราควรคงกำลังทหารในอิรักจนกว่าเราจะ ‘ชนะ’ และควรส่งทหารไปเพิ่มที่อัฟกานิสถาน ส่วนโอบามาบอกให้ถอนทหารบางส่วนจากอิรัก (ไม่ใช่ทั้งหมด) และให้ส่งไปสู้รบและ ‘ชนะ’ ในอัฟกานิสถาน

 

“Memo to Obama, McCain: No One Wins in a War”,
The Boston Globe 17 กรกฎาคม 2551

ในไทย ท่ามกลางกระแสปลุกระดมลัทธิคลั่งชาติจนมีแนวโน้มนำไปสู่การทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเพียงเพื่อต้องการทวงคืนหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ของตน เพียงแต่เคยประกาศยึดเป็นของตนมาช่วงเวลาหนึ่ง น่าเศร้าใจที่แทบไม่มีนักวิชาการ ปัญญาชนคนใด ออกมาชี้ทางให้เห็นเลยว่า สงครามครั้งไหนๆ ก็ไม่ใช่คำตอบ

โชคดีที่อย่างน้อยในสหรัฐฯ เรามีคนอย่างฮาวาร์ด ซินน์ ซึ่งแม้เดิมเขาเคยเป็นนักบินทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมาก็กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการต่อต้านสงคราม และการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเรือน การรณรงค์ต่อต้านการเหยียดสีผิว การเป็นผู้นำและให้คำปรึกษาต่อเยาวชนและนักศึกษา และด้วยความเป็นนักประวัติศาสตร์ เขายังเขียนงานซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการเขียนประวัติศาสตร์จากมุมมองของผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเป็นเวลากว่าค่อนสหัสวรรษ

How to Behave: Buddhism and Modernity in Colonial Cambodia 1860-1930 โดย Anne Ruth Hansen

หนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของพุทธศาสนากับการปรับตัวสู่ความทันสมัยของเขมรในสมัยที่อยู่ใต้อาณานิคมฝรั่งเศส ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๖๐-๑๙๓๐ เท่านั้น และชื่อเรื่องบ่งถึงการดำรงชีวิตที่เหมาะสมตามศีลาจารวัตรของพุทธศาสนิก ซึ่งควรไปพ้นไสยเวทวิทยาและความผูกพันอยู่กับการนับถือผีและมนตรา ซึ่งเขมรออกจะขึ้นชื่อมากกว่าไทย

เขมรผูกพันกับไทยทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งแนบสนิทกับพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ผู้เขียนได้เล่าประวัติศาสตร์เขมร แต่ก่อนการสถาปนานักพระองค์ด้วงขึ้นเป็นพระหริรักษ์ ในรัชกาลที่สาม โดยบรรยายถึงการสงครามระหว่างไทยกับญวน เนื่องในการครอบครองกัมพูชาอย่างน่าสนใจยิ่งนัก แสดงถึงความหายนะของเขมรและความกักขฬะของชนชั้นปกครองทั้งของไทยและญวน

บันทึกไร้พรมแดนใน หลายชีวิตจากลุ่มอิรวดี

งานเขียนเรื่องสั้น หลายชีวิตจากลุ่มอิรวดี ของนักเขียนพม่า “เจ๊ะหม่องหม่องญุ๊นต์” เล่มนี้ มาถึงมือดิฉันในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ขณะกำลังตรวจเรียบเรียงต้นฉบับพ็อคเก็ตบุคของตัวเอง อันเป็นงานเขียนเกี่ยวกับผู้คนไทใหญ่ในรัฐฉาน ที่ดิฉันรวบรวมและเก็บข้อมูลจากการข้ามชายแดนเข้าไปทำงานในรัฐฉาน ฝั่งพม่า อย่างต่อเนื่องในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เรื่องสั้นจากพม่าที่มาถึงมือดิฉัน จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลเกี่ยวกับคนพม่าผ่านสายตาชนกลุ่มน้อยที่ดิฉันได้รับรู้มานั้น ไม่ว่าจะเป็น มอญ กะเหรี่ยง ไทใหญ่ กะฉิ่น ชิน กะยา ว้า ฯลฯ ทุกชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมแผ่นดินสหภาพเดียวกัน ล้วนมองคนพม่าในทางลบ ส่วนข้อมูลในประวัติศาสตร์ไทยที่เราถูกสอนกันมา พม่าก็เป็น “ผู้ร้าย” เผากรุงศรีอยุธยาทำให้คนไทยสิ้นชาติมาแล้ว อีกทั้งนักศึกษาพม่าหลายคนที่เคยเห็นเคยรู้จัก ซึ่งพวกเขาได้ผ่านสถานการณ์การเมืองรุนแรงในพม่าจนต้องลี้ภัยมาอยู่ในเมืองไทย และเคยประสานงานกันบ้าง อาจจะเพราะต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด เอาตัวรอดมาตลอด จึงทำให้แต่ละคนที่ดิฉันได้พบ ต้องยกนิ้วให้ในความ “สุดยอด” และต่างก็ทำกันแต่เรื่องที่ทำให้ไม่อาจเชื่อใจหรือวางใจได้

 

 

ดูหนัง ดูละคร ย้อนให้คิด: ศิลปะ ชีวิตและความรักใน ฮวงจินยี

“เจ้ารู้หรือไม่ แก่นของความเป็นคณิกาอยู่ที่ใด”
“เหล้า หรือความสามารถทางศิลปะ ใช่ไหมคะ นายหญิง”
“สองอย่างนั่น เป็นแค่องค์ประกอบ แก่นที่แท้จริง คือ ความเจ็บปวด วันใด เจ้าประสบความเจ็บปวดที่ลึกซึ้ง กล้ำกลืนมันลงได้ กลั่นมันออกมาในงานศิลปะของเจ้า นั่นแหละเจ้าจึงเป็นคณิกาที่สมบูรณ์”

 หนังซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้ฉายชีวิตของ ฮวงจินยี สาวน้อยแสนสวยที่มีพรสวรรค์ทางศิลปะ ผู้เติบโตขึ้นมาเป็นดาราเด่นในหอนางโลม เมืองโชซอนโบราณที่ซึ่งคณิกาถูกฝึกอย่างหนักแต่เด็กให้รอบรู้ศิลปะทุกด้าน ทั้งดนตรี ร่ายรำ ต่อบทกวีและวาดภาพ มีชีวิตที่หรูหราไม่ต่างจากนางในราชสำนัก แต่ในด้านชนชั้น พวกนางไม่อาจเป็นแม้แต่เมียน้อยของขุนนาง เป็นได้ก็แต่หญิงที่ให้ความสำราญชั่วคราว หากนางตกหลุมรักชายชั้นขุนนาง อันเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำๆซากๆ ชีวิตพวกนางจะต้องทนทุกข์สาหัส

เบื้องหลังภาพถ่ายที่อาบู กรออิบ: Standard Operating Procedure

1. เบื้องหลังภาพถ่ายที่อาบู กรออิบ : Standard Operating Procedure”

ในปี 2004 “รายงานทากูบา” (Taguba report) เอกสารสืบสวนของกองทัพสหรัฐฯ เกี่ยวกับการทารุณกรรมนักโทษชาวอิรักในเรือนจำอาบู กรออิบ ชานกรุงแบกแดด ได้ถูกเปิดเผยต่อชาวอเมริกัน รายงานฉบับนี้ชี้ว่านักโทษอิรักถูกกระทำทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจมาตั้งแต่ปี 2003 ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย ทำให้หวาดกลัวและอับอาย การข่มขู่และการคุกคามทางเพศ หลังจากที่ข่าวเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้เผยแพร่ออกไป ก็มีการนำภาพถ่ายจากเหตุการณ์ออกมาเผยแพร่ทั้งในสื่ออเมริกันและตามอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ภาพถ่ายเหล่านี้และเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก

เหตุการณ์ที่อาบู กรออิบถูกนำมาสร้างเป็นหนังสารคดีเรื่อง Ghosts of Abu Ghraib โดย Rory Kennedy เมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ก็มีการตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อีกในชื่อ Standard Operating Procedure เขียนโดยฟิลลิป กูเรวิตช์ (Philip Gourevitch) และเอรอล มอร์ริส (Errol Morris) อีกทั้งมอร์ริสยังนำมาสร้างเป็นหนังสารคดีในชื่อเดียวกันด้วย
Standard Operating Procedure ( หรือ “ขั้นตอนตามระเบียบปฏิบัติ”) ทั้งในภาคของหนังสือและหนัง ได้ถูกเอียน บูรูมา (Ian Buruma) หยิบยกมากล่าวถึงในบทวิจารณ์ “Ghosts” ซึ่งตีพิมพ์ใน The New York Review of Books ฉบับวันที่ 26 มิถุนายน 2008 ที่ผ่านมา

2. มาเกอริต ดูราส์ : ชีวิต ความทรงจำ กับงานรังสรรค์ผ่านเรื่องเล่า

หากกล่าวถึงนักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศส (และผู้กำกับภาพยนตร์) ที่โดดเด่นหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ผู้สร้างงานเขียนไว้จำนวนมากและผลิตภาพยนตร์ไว้จำนวนหนึ่ง และแม้กระทั่งผลงานบางส่วนก็ได้รับการตีพิมพ์ในภาษาไทย เช่น เขื่อนกั้นแปซิฟิก (The Sea Wall/Un Barrage contre le Pacifique -1950) แรกรัก (L’Amant - 1984) นักเขียนผู้นั้นคือ มาเกอริต ดงนาดิเยอ (Marguerite Donnadieu,1914-1996) หรือที่รู้จักกันภายใต้นามปากกา มาเกอริต ดูราส์ (Maguerite Duras) ดูราส์เป็นชาวยุโรปที่มีชีวิตผ่านบริบทของลัทธิอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่สอง และโลกหลังสงครามโลก เนื่องจากพ่อและแม่ของดูราส์เป็นครูที่เดินทางไปประกอบอาชีพและตั้งถิ่นฐานในดินแดนอาณานิคมอินโดจีนตามคำเชิญชวนของรัฐบาลฝรั่งเศส ดูราส์จึงเกิดและเติบโตในเมืองใกล้กับไซ่ง่อน หากเมื่อถึงวัยเข้ามหาวิทยาลัยจึงย้ายมาใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ดูราส์เคยเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสเหมือนปัญญาชนฝรั่งเศสฝ่ายซ้ายอีกจำนวนมากในทศวรรษ 1930 และมีบทบาททางการเมืองที่เป็นที่รู้กันดีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะผู้ปฏิบัติงานของขบวนการต่อต้านการยึดครองฝรั่งเศสของกองทัพนาซี

บทความ “In Love with Duras” ของเอ็ดมันด์ ไวท์ จาก The New York Review of Books ฉบับ 26 มิถุนายน 2008 เล่าถึงเกร็ดน่าสนใจหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตของดูราส์

3. “ชาวเยอรมันเต็มใจสนับสนุนนาซีเพียงไร ?”

ประชาชนชาวเยอรมันสนับสนุนระบอบฮิตเลอร์มากน้อยเพียงไร ? หากพวกเขาไม่สนับสนุน แล้วเหตุใดจึงไม่ต่อต้าน ? เหตุใดพวกเขาจึงยังสู้รบจนกระทั่งถึงจุดลงเอยอันน่าขมขื่น ? ‘ชาวเยอรมัน’ กับ ‘นาซี’ สัมพันธ์กันอย่างไร ? ใช่พวกเดียวกันหรือไม่ ? การข่มเหงและกวาดล้างชาวยิว ทำให้ชาวเยอรมันเปลี่ยนทัศนคติต่อระบอบนาซีอย่างไร ? หากชาวเยอรมันรู้ถึงเรื่องนี้ พวกเขายอมรับมันได้แค่ไหน ? พวกเขายังคงต่อสู้จนสงครามสิ้นสุดทั้งๆ ที่รู้ถึงอาชญากรรมที่นาซีก่อขึ้น หรือว่าเหตุที่พวกเขาสู้นั้น เป็นเพราะรู้ถึงอาชญากรรมดังกล่าว ?

ในบทความ “How Willing Were They?” ซึ่งตีพิมพ์อยู่ใน The New York Review of Books ฉบับวันที่ 26 มิถุนายน 2008 ริชาร์ด เจ. อีแวนส์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์สมัยใหม่จากเคมบริดจ์ ได้หยิบยกข้อถกเถียงข้างต้นซึ่งเกิดขึ้นในหมู่นักประวัติศาสตร์ตั้งแต่หลังการสิ้นสุดลงของจักรวรรดิไรค์ในเดือนพฤษภาคม 1945 จวบจนถึงปัจจุบัน มาเป็นแนวทางในการวิจารณ์หนังสือสองเล่มที่ว่าด้วยเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของประวัติศาสตร์ร่วมสมัย นั่นคือ การเรืองอำนาจของพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน หรือพรรคนาซีในเยอรมนี ภายใต้การนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นับแต่ปี 1930 และการต่อต้านและกวาดล้างชาวยิวที่เกิดขึ้นตามมา