READ3OK

“อ่าน” ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ตุลาคม-ธันวาคม 2551

วรรณะแห่งวิจารณ์คดี

ไอดา อรุณวงศ์ | เปิดเล่ม

ในเวทีเสวนาที่วารสาร อ่าน จัดร่วมกับฝ่ายวิชาการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 ผู้เข้าฟังสัมมนาบางท่านได้ตั้งคำถามสำคัญที่ทำเอาผู้ถูกถามต้องกลับมานอนก่ายหน้าผากถามตัวเองต่ออีกหลายวัน นั่นคือคำถามที่ว่า สิ่งที่วารสาร อ่าน กำลังพยายามทำอยู่นั้น เป็นการตอบโต้หรือคัดง้างกับอะไรหรือไม่ และคำถามที่สองคือ อะไรคือเกณฑ์หรือ criteria ที่ใช้ในการประเมินคุณค่าว่าหนังสือ (หรือภาพยนตร์) เรื่องใด “ดี” หรือ “ไม่ดี”

คำถามเหล่านี้ทำให้นึกย้อนไปถึงกาลครั้งหนึ่ง เมื่อคนกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์ผู้ทรงดีกรีเป็นส่วนใหญ่
ได้มาร่วมกันวิจารณ์นิทรรศการศิลปะชุดหนึ่ง

“โดยที่ไม่ต้องมีทฤษฎีของตะวันตกหรือตะวันออกเลย เดี๊ยนสามารถที่จะบอกว่ารูปนี้หลวมมาก โดยลักษณะของฟอร์มและสีของมัน มันไม่มีไลฟ์ แม้แต่รูปนั้นที่พยายามจะมีมูฟเม่นท์ของไลน์ มันก็แข็ง สแตทิค! เดี๊ยนไม่ได้พูดจากทฤษฎีอะไรเลย พูดจากคนที่ตาไม่บอดน่ะนะคะ แล้วก็มีเซนส์ที่เราเรียกว่า จัดจ์เม่นท์ออฟเทสต์น่ะนะคะ ที่สามารถที่จะบอกว่าดิสอีสบิวตี้ฟูล ว่าไอ้นี่งาม โดยที่ไม่ได้มีอินเทรสอะไร ไม่มีเพอเพอส และไม่ได้บอกด้วยว่าอยากจะรู้ว่ามันบอกอะไร แต่ดูจากการจัดพื้นที่ เดี๊ยนพูดถึงคัมโพซิเชิ่นที่อยู่ในรูป [หยุดเหมือนรอฟัง] มัน…ไม่พูดอะไร [หยุดเหมือนรอฟัง] แล้วธรรมดาเนี่ย สี [เน้นเสียง] นะคะ ถ้าคนที่เรียนศิลปะจะรู้ว่าสีควรจะอินฟลูเอนซ์เดอะโซล ก็คือสีควรจะต้องพูดอะไรกับจิตวิญญาณของเรา แล้วก็เป็นตัวหนึ่งที่เมื่อมาอยู่ในฟอร์มแล้ว มันจะต้องพูดอะไรกับเรา แต่สีพวกนี้ ไม่ได้พูดอะไรกับเดี๊ยน…เดี๊ยนไม่ชอบ!” [การสะกดคำทั้งหมดถอดตามการออกเสียงของผู้พูด]

นั่นเป็นความฝังใจต่อการเผชิญหน้าเป็นครั้งแรกกับสิ่งที่เรียกว่าการวิจารณ์แบบประเมินคุณค่า จำได้ว่าตอนที่เดินออกมาจากงานนั้น มือสองข้างยังสั่น หางเสียงที่ยกสูงตลอดเวลาเหล่านั้นยังค้างแขวนอยู่ในหู เช่นกันกับเสียงหัวเราะของบรรดานักวิจารณ์ เมื่อพูดถึงศิลปินว่าฝีมือระดับอนุบาล แค่เอารูปใส่กรอบที่ดีกว่านี้ก็ยังไม่รู้จักทำ หลายเสียงของนักวิจารณ์เหล่านั้นพ้องตรงกัน “ถ้า [เจ้าของผลงาน] เรียนทางด้านทัศนศิลป์มามากกว่านี้ จะไม่ทำงานอย่างนี้แน่นอน” ฟังแล้วจึงได้่เข้าใจ โอ ศิลปินต้องมีการศึกษา ต้องมีปัญญาจ่ายค่ากรอบดีๆ ด้วย ไม่เช่นนั้นอย่าหวังเลยว่ามันจะเป็นงานศิลปะที่จะทำให้นักวิจารณ์ผู้มีผัสสะและความรู้ดีเหล่านั้น “ชอบ” ได้

งานศิลปะชิ้นหนึ่งๆ นั้น จะ “ดี” หรือ “เลว” ก็ตาม/ก็ได้ แต่ท่วงทำนองการวิจารณ์เช่นนี้เป็นที่ยอมรับได้อย่างไร แน่นอนว่าการใช้รสนิยมส่วนตัวมาบอกว่าชอบ-ไม่ชอบ สวย-ไม่สวย นั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย ใครๆ ก็ทำกันเป็นปกติ แต่ถ้าหากว่าจะทำกันในฐานะโครงการวิจารณ์ที่ต้องใช้งบประมาณสาธารณะจากกองทุนระดับชาติ คนฟังย่อมอดคาดหวังไม่ได้ว่าจะได้พบกับการสาธิตและพิสูจน์ชุดวิเคราะห์วิจารณ์ที่มีต่อตัวงานอย่างรอบด้านกว่านี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการสำแดงคุณวุฒิส่วนตัวของผู้วิจารณ์ให้เห็นว่าเป็นผู้ผ่านการขัดเกลาทางสุนทรียะมาแล้วเป็นอย่างดีพอที่จะมาเป็นคนตัดสินชี้คุณค่า โดยไม่ต้องเสียเวลาแจกแจงเหตุผล เพราะลำพังแค่การระดมโวหารและศัพท์แสงมาข่ม
เข้าไว้ ก็ทำให้การประเมินคุณค่านั้นต่างจากเวลาที่ชาวบ้านร้านตลาดคุยกันเรื่องละคร หลังข่าวได้แล้ว

ใช่แล้ว เขาล่ะ อภิสิทธิ์ชนทางสุนทรียะ

กระบวนการเบิกเนตรต่อโลกของวงการวิจารณ์ค่อยๆ ดำเนินไปเมื่อได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังสัมมนาวิชาการมนุษยศาสตร์ระดับชาติเป็นระยะในฐานะประชาชนธรรมดาที่เสียค่าใช้จ่ายเต็มขั้น และได้ค้นพบว่าการวิจารณ์แนวนี้ หรืออย่างน้อยก็คือนักวิจารณ์ที่เป็นตัวแทนของแนวทางนี้ ดูจะไม่ค่อยเต็มใจยอมรับการวิจารณ์ในแนวทางอื่นๆ
ไม่ว่าแนวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมศึกษา หรือแนวทางการตีความตัวงานโดยปราศจากการประเมินคุณค่า ด้วยข้อหาว่าการใช้เครื่องมือเหล่านั้นเป็นการเห่อตามฝรั่ง (ในยุคคลั่งชาตินี้ข้อหาเช่นนี้นับว่าสาหัสไม่เบา)

จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม การปฏิเสธแนวทางการวิจารณ์แบบอื่นดังกล่าว ดูจะเป็นการตัดโอกาสในการเข้าถึงโลกการวิจารณ์ของบรรดาลูกชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่ได้ผ่านการ “ขัดเกลาทางสุนทรียะ” มาเท่ากับบรรดาอภิสิทธิ์ชนการศึกษาสูงลูกหลานขุนนางคหบดีทั้งหลาย เพราะแนวทางอื่นๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ตามชั้นเรียนในมหาวิทยาลัย หรือกระทั่งจากการศึกษาหาอ่านด้วยตัวเองตามหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์ และในแง่นี้เองที่ทำให้การวิจารณ์ซึ่งเคยถูกผูกขาดอยู่กับแนวทางประเมินคุณค่าในหมู่ผู้เชี่ยวชาญสามารถขยายออกไปสู่ผู้อ่านสามัญ เป็น “ความรู้ [ที่] อาจเรียนทันกันหมด” ถ้าเราเชื่อว่าใครๆ ก็มีสติปัญญาพอที่จะเป็นนักวิจารณ์ได้โดยไม่ต้องติดขัดอุปสรรคทางชาติกำเนิดและภูมิหลัง (ที่ย่อมมีผลต่อโอกาสในการได้รับการขัดเกลาต่อมรับรสทางสุนทรียะ) และถ้าหากจะให้ใช้เกณฑ์ในทางประเมินคุณค่า หนังสือที่คนส่วนใหญ่ชอบอ่านหรือรู้สึกให้คุณค่าก็อาจไม่ได้อยู่ในลิสต์ “หนังสือดี” หรือ “วรรณคดี” ชุดเดียวกันกับที่สถาปนากันอยู่ตลอดมาก็ได้ ในยุคที่ “เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” ก็เขียนบล็อกวิจารณ์หนังสือกันได้นั้น เรายังจะผูกขาดหนังสือที่ควรอ่านและเกณฑ์ที่ควรใช้ในการวิจารณ์กันได้อยู่หรือ

แน่ล่ะ เราทุกคนไม่ว่าชนชาติ-ชนชั้นไหน ก็สามารถมีสัมผัสในทางสุนทรียะที่จะนำไปสู่การมีความเห็นหรือความรู้สึกต่อตัวงานได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มันจะถูกนำไปปะปนกับการประเมินคุณค่าด้วยแล้วละก็ มันไม่ “สากล” ขนาดที่จะมีคำตอบชี้ขาดเพียงหนึ่งเดียวได้อีกต่อไปแล้ว ภูมิหลัง ความคิดความเชื่อ อุดมการณ์ย่อมเข้ามามีส่วนในการ “ประเมิน” ผู้ประเมินคุณค่าจึงมีภาระของการพิสูจน์ว่าการประเมินหนึ่งๆ ที่มาจากกรอบความคิดความเชื่อชุดหนึ่งนั้น มีความชอบธรรมมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกิจกรรมการประเมินนั้นๆ ไม่ได้ทำกันอยู่ในที่รโหฐานเป็นการส่วนตัว

ลิสต์หนังสือต่างๆ ที่ถูกนำไปใช้ทั้งในห้องเรียนและเวทีวิจารณ์ ล้วนมีบรรทัดฐานและการให้คุณค่าบางอย่างแฝงฝังอยู่ทั้งสิ้นการที่ไม่ต้องแถลงแจกแจง ไม่ต้องถูกตรวจสอบ เพียงเพราะได้ชื่อว่าเป็นลิสต์ขึ้นหิ้งหรือทำเนียบแห่งชาตินั้น ออกจะเป็นการปิดกั้น (หากมิใช่ปิดบัง) กันเกินไป ถ้าไม่ตรวจสอบกันเสียบ้าง วงวิชาการวรรณคดีก็อาจจะเป็นอย่างที่เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า “อนุรักษนิยม” เสียยิ่งกว่าวิชาประวัติศาสตร์ก็ได้

การประเมินคุณค่าไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง ปัญหาอยู่ที่การผูกขาดการประเมินคุณค่าไว้ในหมู่อภิสิทธิ์ชนทาง
สุนทรียะ ผู้ผูกขาดการวิจารณ์ไว้กับแนวทางการประเมินคุณค่าเพียงอย่างเดียว

ความรู้และการขัดเกลาทางสุนทรียะในขั้นสูง ไม่ได้รับประกันเลยว่าการประเมินค่านั้นจะปลอดอคติหรือผลประโยชน์ เช่นกันกับที่ฉากหน้าของมนุษยศาสตร์ก็ไม่อาจรับประกันถึงมนุษยธรรม ฐานันดรทางสุนทรียะอาจหมายถึงความสามารถในการบดขยี้อย่างละเมียดละไมต่อโอกาสในการเข้าถึงศิลปะของคน “บ้านๆ” ก็ได้

นี่มิใช่การปฏิเสธคุณค่าของวรรณคดี ปัญหาอยู่ที่ว่าใครกันหรือที่มีสิทธิ์ผูกขาดการประเมินคุณค่า และกระทั่งผูกขาดแนวทางในการอ่านและการวิจารณ์

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัววรรณคดี หากทว่าคือปัญหาของวรรณะแห่งวรรณคดี

ปัญหาวรรณะแห่งวิจารณ์คดี
*****

อ่านบทความฉบับเต็มได้จากวารสาร อ่าน

8 Responses to “วรรณะแห่งวิจารณ์คดี”

  1. ข้าวปั้น Says:

    ผมกำลังจะออกไปซื้อบัดเดี๋ยวนี้
    หวังว่าคงวางแผงแล้วนะครับผม.

  2. ข้าวปั้น Says:

    ยังไม่เห็นวางแผงเลยนะครับ
    ผมว่า บทความในเน็ต ถ้าจะโพสต์ก็โพสต์ให้เต็มๆดีกว่า
    จะมีประโยชน์อะไรถ้าโพสต์ไว้แล้วให้อ่านไม่จบ ต้องติดตามอ่าน
    ปัญหาก็คือคนที่เป็นคอนักการอ่านแบบนี้อย่างไรก็ต้องซื้อหา
    ถ้าคิดว่าจะให้อยากติดตามเรื่องที่โพสต์(ไม่จบ)ไว้ คนที่ไม่ซื้อไม่หาไม่อ่านจริงๆก็ไม่ซื้อหาอ่านอยู่แล้ว
    ทีนี้การอ่านได้ครึ่งๆกลางๆ จะไปได้ประโยชน์อะไร
    ดีเสียกว่าอีกถ้าทำเวบไซต์ให้เต็มเนื้อหา แล้วอ่านได้เฉพาะสมาชิก อาจจะเสียค่าเป็นรายปีรายอะไรก็ว่าไป
    สำหรับคนที่สะดวกกับการอ่านทางเน็ต
    ไม่อย่างนั้นการทำเวบไซต์แบบนี้ก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะคนอยากอ่านเค้าก็ต้องไปซื้อหนังสือมาอ่านอยู่ดี จริงไหมครับ
    การโพสต์เรื่องไว้ขาดๆโดยเจตนา สำหรับทุกคอลัมน์ที่แต่ละคนๆเปิดอ่าน จึงเป็นการเจตนาขายของมากเกินไป เพราะคนที่สนใจขนาดนั้นเค้าก็ต้องไปหาซื้ออ่านอยู่แล้ว ทีนี้ถามว่าทำเวบไซต์ไว้เพื่ออะไร
    สำหรับคนที่อ่านผ่านๆเข้ามาจะได้ไปซื้อหาหนังสือกระนั้นหรือ เพราะคนที่อ่านงานทำนองนี้จนต้องการไปซื้อหานั้นต้องเป็นคอคนอ่านหรือคนที่พร้อมจะซื้ออ่านอยู่แล้ว ไม่ใช่การยั่วเย้าโฆษณา แล้วปิดกั้นการอ่านจริงๆ ที่จะเกิดขึ้นมาในโลกไซเบอร์อีกทาง
    ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาทุกเรื่อง แต่อ่านไม่ได้จบสักเรื่องมาโพสต์ไว้ครับ
    หรือต้องการให้คนสมัครสมาชิกทางเน็ตกัน
    โปรดชี้แจ้ง

  3. ไอดา Says:

    เรียนคุณข้าวปั้น

    ต้องขออภัยค่ะที่ทำให้หงุดหงิดใจเช่นนี้ ขออนุญาตตอบเป็นข้อๆ ดังนี้นะคะ

    1. วารสารอ่านฉบับนี้ออกมาเป็นเล่มแล้วค่ะ เหตุที่ยังไม่เห็นตามแผงก็เพราะขั้นตอนของทางสายส่งเขาใช้เวลาพอสมควร อย่างน้อยก็ในราวสองอาทิตย์หลังจากหนังสือออก เฉพาะหน้านี้ เห็นจะต้องรบกวนให้ไปหาซื้อที่บางร้านซึ่งเรานำไปฝากขายโดยตรงเช่น ร้านหนังสือเดินทาง หรือร้านตะวัน (อนุสาวรีย์ชัยฯ) หรือจะติดต่อสั่งซื้อโดยตรงที่สำนักพิมพ์ก็ได้ค่ะ ที่ readjournal@gmail.com หรือโทร 02-8636061-2

    2. เรื่องการโพสต์เนื้อหาเป็นบางส่วนนั้น เนื่องจากเราเพียงแต่ต้องการประชาสัมพันธ์/โฆษณา ว่าเนื้อหาในเล่มมีอะไรบ้าง การตัดตอนเนื้อหาโดยย่อมาก็เพื่อให้คนอ่านได้ทราบว่าบทความนั้นๆ จะพูดเรื่องอะไร เพราะลำพังโฆษณาไปเฉพาะชื่อบทความกับชื่อคนเขียน ก็อาจจะยังเป็นข้อมูลที่น้อยเกินไปสำหรับผู้อ่านที่จะตัดสินใจว่าเนื้อหาในเล่มนั้นตรงกับความสนใจหรือไม่ หากอ่านดูแล้วไม่ใช่ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อเพราะชื่อคนเขียนหรือชื่อพาดหัวบทความ แต่หากอ่านแล้วใช่ ก็หวังว่าจะได้ช่วยอุดหนุนกัน

    3. เห็นจะต้องเรียนตรงๆ ว่าเราจำเป็นต้องเลี้ยงตัวให้รอดด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำบทความทั้งหมดในวารสารขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์น่ะค่ะ เว็บไซต์นี้เกิดขึ้นมาภายหลังการเกิดขึ้นของวารสาร ทำหน้าที่เพียงเพื่อสื่อสารประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่เว็บไซต์ที่เป็นแมกกาซีนในตัวมันเอง เราไม่ได้มีแผน/ความพร้อม ที่จะหารายได้จากตัวเว็บไซต์ แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ใช่เว็บไซต์เพื่อการเผยแพร่ความรู้สาธารณะโดยไม่แสวงหากำไรเสียด้วย เราเพียงแต่เป็นคนทำหนังสือ ที่ทำเสร็จแล้วก็ต้องขายหาเงินมาจ่ายค่าพิมพ์/ค่าเรื่องน่ะค่ะ

    4. ปกติแล้วถ้าเป็นบทความของกองบรรณาธิการเอง เราจะนำขึ้นเว็บแบบเต็มค่ะ เช่นชิ้นนี้ก็เป็นฉบับเต็มแล้วนะคะ (ขออภัยที่ข้อความบรรทัดล่างท้ายบทความด้านบนอาจทำให้เข้าใจผิด เว็บของเรายังขลุกขลักอยู่มาก เนื่องจากเรามีบุคคลากรจำกัดจริงๆ) และอันที่จริงก็ยังมีคอลัมน์ อ่านของคนอื่น ที่จะต้องนำเนื้อหาฉบับเต็มขึ้นโพสต์ค่ะ(แต่ยังทำไม่เสร็จเรียบร้อยดี) เฉพาะส่วนที่เป็นของนักเขียนภายนอกเท่านั้นที่เราจะโพสต์เฉพาะเนื้อหาโดยย่อ นอกจากนี้ เท่าที่ทราบ นี่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติของวารสาร (โดยเฉพาะวารสารลักษณะคล้ายๆกันนี้ในต่างประเทศ)จำนวนไม่น้อยเช่นกันค่ะ ที่จะโพสต์เต็มเป็นบางชิ้น โพสต์ย่อเป็นบางชิ้น

    5. ข้อเสนอที่ให้สมัครเป็นสมาชิกอ่านในเว็บก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีค่ะ ขอขอบคุณนะคะ เพียงแต่ว่าอย่างที่เรียนแล้ว เรายังมีข้อจำกัดอยู่มาก และโดยหลักการแล้วเรายังสมัครใจจะทำหนังสือมากกว่าน่ะค่ะ ยังไม่มีความถนัดและความพร้อมจะรองรับสมาชิกทางเว็บ

    ชี้แจงไปมา ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพร้อมเลยนะคะสำหรับโลกออนไลน์
    อายๆ อยู่เหมือนกันค่ะ
    แต่ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเรายังเป็นแค่คนทำหนังสือ
    ที่ยังลุ้นใจหายอยู่เลยค่ะว่าแต่ละฉบับจะขายได้ซักกี่เล่ม
    หวังว่าคุณข้าวปั้นคงพอเข้าใจและพอจะให้อภัย

  4. ข้าวปั้น Says:

    “หนังสือ อ่าน มีไหมครับ” น้องเค้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองมา หนังสืออ่าน สงสัยไอ้หมอนี่มันจะมาไม้ไหน (ฮา)
    “หนังสืออ่าน ไม่มีเหรอครับ” ผมถามย้ำอีกที
    “อ่านหาเรื่องหรือเปล่าคะ เอ๊ย อ่านเอาเรื่องหรือเปล่าคะ” น้องๆพนักงาน เค้าคุยกันซุบซิบๆ อื่อมๆ มีอยู่อ่านเอาเรื่องๆ
    “เปล่าครับ ไม่ได้หาเรื่อง เอ๊ย ไม่ใช่อ่านเอาเรื่อง อ่านเฉยๆ” ผมรีบปฏิเสธลำล่ำละลัก
    “ไม่มีค่ะ ไม่มี เอ่อ พี่จะรับ ซุบซิบดารา ไดอารี่บันเทิงแทนไหมคะ ฉบับนี้มีน้องนุ่นกับน้องพลอยเปิดหวอด้วยนะคะ แล้วก็มีเจาะลึกเรื่องทวงกางเกงในกันด้วยค่ะ..แล้วก็..เอ่อ แล้วก็ อ่าวพี่ๆเด๊ยวก่อนสิคะพี่จะรีบไปไหนคะ พี่คะๆๆ”

    (เขียนเล่นค่าที่เวลาโหลดข้อความไม่ไปน่ะครับ)

    ผมมี อ่าน เล่มสองอยู่ อย่างน้อยมีผมคนนึงครับที่รออ่านรอซื้ออยู่นะครับ เล่มแรกเห็นแวบๆที่ไหนซักแห่ง ประเดี๋ยวจะหาซื้อมาอ่านด้วย จะให้ดีอาจจะต้องสมัครสมาชิกละครับนี่ เด๋วรอสักแปบนะครับ

    อ่านตอบจดหมายแล้วก็งงอยู่นิดนึง เพราะใช้คำว่า คะ อ่าว เอ่อ คุณไอดา เป็นผู้หญิงเนาะ
    เคยจำ(ไม่)ได้แหละครับว่าคุณไอดาเป็นผู้หญิง แต่ตอนอ่านก็(ลืมไปแล้วว่าเป็นหญิง)นึกว่าเป็นผู้ชาย

    ชอบความจี๊ดจ๊าดของคำ ผกา นี่แหละครับที่เสน่ห์ของผู้ชายไม่มี ฉบับที่แล้วปอกเปลือกความเลิศเลอของกะทิ ที่ปัจจุบันนี้พิมพ์ครั้งที่หกสิบกว่า ให้ได้เห็นอีกแง่อีกมุม ว่าหนังสือซึ่งเป็นที่นิยมหรือไม่ กับข้อเท็จจริงที่อะไรเป็นอะไรนั้นเป็นอย่างไร ฉบับนี้ชวนทะเลาะ พูดให้เพราะก็วิวาทะ กับท่านว.วัชรเมที พอจะมองเห็นประเด็นครับ จะได้ติดตามอ่านดู สิ่งดีไม่ว่าแต่ขอให้กล้าลืมหูลืมตากันด้วย คงจะประมาณนั้น
    มุกหอม-หมอมฮุก ก็ชอบ ออกจะเซอร์ๆแบบผู้ดีมีสกุลหน่อย
    ระดับซื๋อแป๋ อ.นิธิ อ.ชูศักดิ์อะไรต่างๆ อ่านแล้วชื่นใจ คงได้แต่เจริญปัญญา
    กับทฤษฏีมุมมองของคนรุ่นใหม่ๆ กลางเก่ากลางใหม่ อิสระ ชูศรี ปรามินทร์ เครือทอง ภัควดี วีระภาสพงษ์ ฯลฯ
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนทำหนังสือมาให้อ่าน มีทั้งแบบชาวบ้านและวิชาการที่เป็นประโยชน์ จะหาข้อคิดข้อเขียนที่ดีๆมีประโยชน์อย่างนี้ง่ายๆได้ที่ไหนเล่า ก็คงบอกอีกครั้งว่าเฝ้ารอ และขอชื่นชมยินดีครับ

    อ่อ ปล.ที่บก.ชี้แจงมาเป็นที่รับทราบและเข้าใจ และเป็นกำลังใจให้นะครับผม.

  5. ข้าวปั้น Says:

    ผมได้ซื้ออ่านอ่านอ่านแล้วครับบบบบ

  6. กุล Says:

    คุณไอดาคะ อยากจะถามคุณไอดาหน่อยนะคะ ว่าคุณมุกหอมเขียนหนังสือเป็นเล่มๆออกขายบ้างไหมคะ
    แล้วชื่ออะไรบ้าง อยากจะติดตามผลงานของเค้าอ่ะคะ แล้วคุณไอดาไม่เขียนบทความลงหนังสือให้เยอะๆกว่านี้หน่อยละคะ ชอบมุมมองคุณสองคน รบกวนถามหน่อยนะคะ

  7. ไอดา Says:

    คุณกุลคะ

    หนังสือของมุกหอมมีออกมาหลายเล่ม ทั้งที่เป็นงานเขียนขึ้นเป็นเล่ม และที่เป็นการรวมข้อเขียนที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์, นิตยสารต่างๆ
    เรียงลำดับตามปีที่พิมพ์ดังนี้ค่ะ
    - Intellectual Might and National Myth (มติชน, 2548)
    - พรมแดนทดลอง (โอเพ่นบุคส์, 2548)
    - เงาจันทร์ในอัญประกาศ (มติชน, 2548)
    - เล่นแร่แปรธาตุ (มติชน, 2549)
    และอีกสองเล่มที่เพิ่งพิมพ์ออกมาโดยสำนักพิมพ์อ่านในปีนี้ คือ ในเขาวงกต และอ่านผิด
    ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือรวมข้อเขียนของมุกหอมจากมติชนรายวัน, ศิลปวัฒนธรรม, อิมเมจ ค่ะ

    ส่วนคำถามที่ว่าทำไมไม่เขียนบทความลงหนังสือให้เยอะกว่านี้
    คำแก้ตัวก็คือ พื้นที่ในเล่มมีจำกัด ในขณะที่มีข้อเขียนดีๆจากนักเขียนทั้งหลายเยอะแยะ อยากให้คนอ่านได้อ่านงานที่น่าสนใจเหล่านั้นก่อนน่ะค่ะ ครั้นตัวเองจะเขียนไปลงพิมพ์ที่อื่น ก็ไม่มีเวลาแล้ว วันๆ ก็หมดไปกับงานของ “อ่าน” นี่แหละค่ะ

    ..ไม่รู้ว่าแก้ตัวแบบนี้ฟังขึ้นไหม

    ขอบคุณนะคะที่ชอบงานของเรา ดีใจค่ะ

  8. กุล Says:

    ขอบคุณมากคะคุณไอดา จะรีบไปหามาอ่านนะคะ
    กุลซื้อ วารสารอ่านมา 2 เล่มแล้ว แต่หาเล่ม 3 ไม่ได้
    แต่ไม่เป็นไรคะกำลังตั้งหน้าตั้งตารอเล่ม 4 อยู่
    คุณไอดา เขียนหนังสือเล่มใหม่ๆอีกบ้างไหมคะ
    ถ้าเขียนหรือว่ามีโครงการเมื่อไหร่ บอกกุลบ้างนะคะ
    จะติดตามผลงานของคุณค่ะ

Leave a Reply