Picture 1

“อ่าน” ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ตุลาคม-ธันวาคม 2552

ทวิภพกับความหลงตัวเองของมณีจันทร์

ทอแสง เชาว์ชุติ | เชิญอ่าน

เมื่อมีการพูดถึงวรรณกรรมแนวข้ามภพข้ามชาติ นวนิยายเรื่อง ทวิภพ ของทมยันตี มักเป็นเรื่องแรกๆ ที่คนทั่วไปนึกถึง ทวิภพ ตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปี 2530 หลังจากนั้นมีการพิมพ์ออกมาอีกมากกว่าสิบครั้ง และยังมีการดัดแปลงไปเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์อีกหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือภาพยนตร์ของสุรพงษ์ พินิจค้า ที่ใช้ชื่อภาษาไทยว่า ทวิภพ เหมือนกับนวนิยายต้นฉบับ แต่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Siam Renaissance (2547)
**
ทวิภพ เป็นเรื่องราวของมณีจันทร์ สาวสมัยใหม่ที่คล่องแคล่วและเก่งกล้า วันหนึ่งมณีจันทร์ซื้อกระจกมาจากร้านขายของเก่า และค้นพบในภายหลังว่ากระจกบานนั้นสามารถพาเธอย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ ทมยันตีทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่ามณีจันทร์มีภารกิจอันใหญ่หลวงที่ทำให้เธอต้องเดินทางย้อนกลับไปในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 แม้แต่นักวิจารณ์หลายท่านก็เห็นพ้องเช่นนั้น นัทธนัย ประสานนาม กล่าวเป็นต้นว่า “มณีจันทร์ย้อนเวลากลับไปเพื่อ ‘มีส่วนร่วม’ ในอดีต” กล่าวคือ “เพื่อให้ได้ใช้ความสามารถในการเจรจากับชาวต่างชาติ และการเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่พระยอดเมืองขวาง ผู้ถูกลงโทษทั้งที่มีเจตนาจะรักษาบ้านเมือง”
**
แต่ทั้งนี้ผู้เขียนอยากจะเสนอว่า หากอ่านนวนิยายเรื่องนี้ดีๆ จะพบว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่ามณีจันทร์ได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์หรือได้ช่วยกอบกู้ชาติไทยจากการเอารัดเอาเปรียบจากตะวันตกเลย ดังนั้นหากเราเชื่อว่ามณีจันทร์เดินทางข้ามภพข้ามชาติได้จริง เราคงต้องสรุป ว่าเธอย้อนเวลากลับไปเพียงเพื่อแต่งงานกับคุณหลวงอัครเทพวรากร พระเอกของเรื่องเท่านั้น แต่หากเรากล้าที่จะตั้งคำถามว่ามณีจันทร์ย้อนเวลาได้จริงหรือไม่ เราอาจพบว่า ทวิภพ เป็นเพียงเรื่องราวของผู้หญิงหลงตัวเองคนหนึ่ง ซึ่งวันๆ เอาแต่นั่งจ้องมองเงาตัวเองในกระจกและเพ้อฝันไปต่างๆ นานาโดยไม่ได้เดินทางย้อนยุคย้อนเวลาไปไหนเลย
**

อ่านบทความฉบับเต็มได้จากวารสาร อ่าน

10 Responses to “ทวิภพกับความหลงตัวเองของมณีจันทร์”

  1. snooker Says:

    อยากอ่านฉบับเต็มครับ

  2. ploy Says:

    ดิฉันคิดว่าผู้เขียนจะบอกคนยุคหลังที่ยังคาใจกับเรื่องการเสียดินแดนว่าคนรุ่นเก่าไม่ทำอะไรจึงปล่อยให้เขายึดไป แต่แท้ที่จริงแล้วทุกคนก็ต่างทำดีที่สุดแล้วยอมเสียอวัยวะของร่างกายแทนการเสียหัวใจของร่างกาย แม้ว่าคนรุ่นใหม่อย่างแม่มณีจันทร์สามารถย้อนเวลากลับเข้าไปในอดีต เพื่อที่จะไปช่วยไม่ไห้ไทยต้องถูกทารุนจากต่างชาติ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้

  3. noviey Says:

    ถ้าตีความอย่างนี้ นวนิยายทุกเรื่อง(ทั้งไทยและเทศ)ก็เป็นเรื่องที่หลอกลวง หลงตัวเองกันทั้งนั้น ก็ไม่ต้องอ่านเลยดีไหม ไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์(แต่ต้องเลือกดีๆนะ ใส่ไข่ก็มีเยอะ)หรือไม่ก็สาระคดี(สาระเยอะดี)

    ….คิดอย่างนั้นมันจะเป็นการจับผิดเกินไปไหม สำหรับหนังสือนิยายพาฝันเรื่องหนึ่ง
    นิสัยอย่างนี้ อาจจะทำให้ชีวิตแห้งแล้ง ขาดความงาม ความรื่นรมณ์ เห้อออออ

  4. mai Says:

    หรือเป็นอีกแง่ที่สามารถคิดไปได้เช่นเดียวกันนะคะ ผู้อ่านสามารถตีความออกมาได้ในหลายๆแง่คิดค่ะ ซึ่งต้องขอบคุณที่นำเสนอในอีกมุมมองที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ รวมถึงในแง่ของความเห็นของคุณployค่ะ น่าสนใจเช่นเดียวกัน

  5. rose Says:

    มณีจันทร์จะหลงหรือไม่หลงตัวเองอย่างไรก็ต้องส่องกระจกอยู่ทุกวัน

  6. คนมีศิลป์ Says:

    ผมเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ฉัตรชัย เปล่งภานิช และจันทร์จิรา จูแจ้งแสดง อรรถรส และการสื่อความหมายกับอารมณ์ มันมีหลายอย่างในเรื่อง เช่น ความรักและผูกพันธ์ของแม่ที่มีต่อลูก ที่ลูกหายตัวไปเป็นครั้งคราว พิสูจน์ไม่ได้ว่าไปไหน แต่สังหรณ์ของแม่ก็ใกล้เคียงความจริง(ในท้องเรื่อง)ทั้งๆที่ไม่อยากเชื่อ และความรักแรกพบระหว่างคุณหลวงและมณีจันทร์สุภาพบุรุษในยุคอดีตกับสาวสมัยปัจจุบันที่ต้องปรับตัวให้เป็นกุลสตรีในสมัยนั้นเพื่อความรักที่มีกับคุณหลวง เรื่องความสามารถที่ไปช่วยว่าราชการในงานสำคัญ ผมคิดว่าผู้ประพันธ์คงใส่เข้าไปเพื่อเป็นสีสันและเพิ่มนำ้หนักให้เนื้อเรื่องน่าสนใจมากขึ้น เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของความรักแม้จะต่างยุค ก็มีความพยายามปรับตัวให้สมดั่งใจเรียกร้อง ก่อนที่มณีจันทร์จะเดินทางข้ามมิติเป็นครั้งสุดท้าย คุณแม่ในปัจจุบันได้ยินเสียงมโหรีในงานแต่งงานในสังหรณ์ของตน และคุณหลวงได้อุ้มมณีจันทร์ผ่านกระจกข้ามมิติมาพบและขอขมาพร้อมทั้งสู่ขอ ตอนบทนี้คนที่นั่งดูอยู่ด้วยกันกับผมต่างก็เช็ดน้ำตากันแทบทุกคน และก็ดีใจที่คุณหลวงได้พามณีจันทร์ข้ามมิติกลับไปในยุคอดีตพร้อมกับการแตกของกระจกบานนั้น โดยที่คุณแม่อำลาลูกสาวครั้งสุดท้ายด้วยความปิติ เรื่อง ทวิภพ ไม่น่าจะถูกวิจารณ์ในทางอื่น นอกจากชื่นชมในการสื่อถึงความรัก และความผูกพันธ์

  7. puy Says:

    เป็นการบอกเล่าถึงความรักที่เป็นนิรันดร์ว่า ถึงแม้จะนานแค่ไหนก็สามารถปรับตัวเพื่อคนที่เรารัก

  8. Complit Says:

    คืออันนี้อาจารย์ใช้หลักจิตวิเคราะห์มาอ่านอ่ะครับ ก็เลยใช้ศัพท์พวกนั้น ส่วนใหญ่เป็นtermของทางศาสตร์นั้นๆ

  9. baipo Says:

    นวนิยายต่างก็ให้แง่คิด ผมคิดว่าผู้เขียนต้องการสื่อความหมายในแง่ต่าง ๆ ในเรื่่องความรัก อันได้แก่ ความรักจากความแตกต่างระหว่างภ พความรักในประเทศชาติ ความรักระหว่างแม่ลูก และการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในแต่ละยุคสมัย วรรณกรรมต่างก็มีความงดงามในตัวมันเอง ไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้เขียนคอลัมน์นี้ ทำไมถึงได้มองในเชิงลบ เหมือนกับไม่ให้เกียรติผู้เป็นคนเขียนบทประพันธ์เลย คนเราควรเปิดใจให้กว้างนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้อื่น ถ้าอย่างนั้นโลกนี้ไม่ต้องมีนักประพันธ์เสียเลยจะดีมั้ยครับ

  10. siam Says:

    จริง ๆนอกจากเนื้อหาของนิยายที่ถูกใจสาวช่างฝันของตนเอง ที่อยากพบรักหรือเจอะผู้ชายทีมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม น่ารักและมีความรักที่มั่งคง ถือสัจจะยิ่งกว่าชีวิต สิ่งเหนือจากนั้นที่มีอยู่ในหนังสือ คือประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่สมัยเรียนหนังสือประวัติศาสตร์ที่อาจารย์สอน ก็มิได้รู้สึกถึงการสูญเสีย มากเท่าที่อ่านนวนิยายเรื่องนี้ และอีกสิ่งคือความงามในวิถีของชาวไทยในอดีตที่สาบสูญไปแล้ว พร้อมกับความรักชาติ ของคนไทยในปัจจุบัน ที่ไม่สำนึกในบุญคุณของบรรพบุรุษ ที่เสียสละเลือดเนื้อรักษาแผ่นดิน…ยังสร้างความเดือนร้อนให้แผ่นดิน เผาบ้านเมืองตัวเองซะนี่ แทนที่ประเทศไทยจะต้องต่อสู้กับศัตรูของชาติ..แต่ต้องมารบกับคนไทย หรือพวกที่คนไทยให้อาศัยแผ่นดินอยู่….(เศร้าๆๆๆๆๆๆๆๆ เลือดเนื้อของบรรพบุรุษคงจะสูญเปล่าที่รักษาแผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลาน จังไรได้มีแผ่นดินอยู่ ชูคอว่า ไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร..หาสำนึกไม่…บางคนกลับจงรักภักดีกับคนที่ทำร้ายประเทศไทยซะอีก ทั้งที่ไม่เคยมีต้นตระกูลพระมหากษัตริย์ที่ต่อสู้ปกป้องรักษาแผ่นดินไทยด้วยซ้ำ)

Leave a Reply